งานหัตถศิลป์ไทยสู่ตลาดพรีเมียม ผ่านกิจกรรม “CRAFT EXCELLENCE 2026” ด้วยการเชื่อมโยงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ไทยเข้ากับการออกแบบ
นวัตกรรม และความต้องการของตลาด พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำผลงานทดสอบตลาด
และรับข้อเสนอแนะจากผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่า
และขยายโอกาสทางการค้า
พร้อมคัดเลือก 3 สุดยอดผลงานจาก 35 ราย รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์
และเปิดโอกาสเสนอชื่อสู่เวที WCC Award of Excellence for Handicrafts
(WCC-AOE) มุ่งต่อยอดงานหัตถศิลป์ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงและการยอมรับ
ในระดับสากล
นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า งานหัตถศิลป์ไทยมีจุดแข็งจากต้นทุนทางภูมิปัญญา
อัตลักษณ์และทักษะฝีมือที่สั่งสมและถ่ายทอดต่อกันมา แต่โจทย์สำคัญในปัจจุบัน คือการทำให้ทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้สามารถ
ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
และสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล
โดยเฉพาะตลาดระดับพรีเมียมที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องคุณภาพ เรื่องราวของผลิตภัณฑ์
การออกแบบ และความเป็นเอกลักษณ์ ทั้งนี้
ศักยภาพของงานศิลปหัตถกรรมไทยยังสะท้อนผ่านภาพรวมตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์รายงานว่า
ในช่วง 4 เดือนแรก
ของปี 2569 การส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยมีมูลค่ารวมกว่า 303,496.75 ล้านบาท
สะท้อนถึงโอกาสของงานหัตถศิลป์ไทยในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม
ท่ามกลางทิศทางตลาดโลกที่ให้คุณค่ากับเรื่องราว การออกแบบ แบรนด์ และประสบการณ์ มากขึ้น
โอกาสสำคัญของไทยจึงอยู่ที่การนำฐานฝีมือและอัตลักษณ์ที่มีอยู่มาต่อยอด
เพื่อขยับจาก “การขายสินค้า” สู่
“การขายคุณค่า” และเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงขึ้น
“ประเทศไทยเองมีต้นทุนที่สามารถแข่งขันในสนามนี้ได้
ทั้งความหลากหลายของภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะของช่างฝีมือ วัตถุดิบ
อัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ และเรื่องราวทางวัฒนธรรม
แต่สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเปลี่ยนต้นทุนเหล่านี้ให้เป็นมูลค่าที่ตลาดมองเห็นและเลือกซื้อ”
นายสุรพล กล่าวต่อว่า กิจกรรม
CRAFT EXCELLENCE 2026 เป็นกิจกรรมเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่เชิงพาณิชย์
ภายใต้โครงการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน
โดยมีผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน
และ OTOP ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 35 ราย
เข้าร่วมจัดแสดงและทดสอบศักยภาพในตลาด โดยนำมรดกทางวัฒนธรรม
และภูมิปัญญาดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีและการออกแบบร่วมสมัย
พร้อมเปิดโอกาสให้ผลงานได้รับมุมมองจากผู้ซื้อ
และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงทั้งด้านรูปแบบ คุณภาพ และการนำเสนอ
ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ชัดเจนขึ้น
เพิ่มโอกาสทางการค้า
และต่อยอดจากงานหัตถศิลป์ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่ตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น
ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับจึงไม่ได้มีเพียงพื้นที่นำเสนอผลงาน
แต่คือข้อมูลจากตลาดที่สามารถนำกลับไปใช้พัฒนาสินค้าได้จริง
เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น
และช่วยให้ผู้ประกอบการเห็น
ทิศทางการพัฒนาธุรกิจของตนเองได้
“ดีพร้อมจะคัดเลือก 3 สุดยอดผลงานครูช่างศิลป์จาก
35 ราย เพื่อรับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์
พร้อมเปิดโอกาสในการได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมการประกวด WCC Award of
Excellence for Handicrafts (WCC-AOE) ซึ่งเป็นเวทีระดับสากลด้านงานหัตถศิลป์
โดยมุ่งให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการพัฒนาต่อยอดและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดและได้รับ
การยอมรับในระดับนานาชาติ
อีกทั้งการผลักดันงานหัตถศิลป์ไทยในระยะต่อไปจึงต้องเดินควบคู่กันทั้งการรักษาคุณค่า
ของภูมิปัญญาและการสร้างโอกาสทางธุรกิจ
โดยดีพร้อมจะใช้กลไกการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเชื่อมโยงตลาด
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำอัตลักษณ์ที่มีอยู่มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการค้า
และต่อยอดไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นได้
อย่างยั่งยืน โดยดีพร้อมจะคัดเลือก 3
สุดยอดผลงานครูช่างศิลป์จาก 35 ราย เพื่อรับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์
พร้อมเปิดโอกาสได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมการประกวด WCC Award of
Excellence for Handicrafts (WCC-AOE) เวทีระดับสากลด้านงานหัตถศิลป์
เพื่อยกระดับผลงานที่มีศักยภาพสู่มาตรฐานและตลาดที่กว้างขึ้น”
นายสุรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า
การผลักดันงานหัตถศิลป์ไทยในระยะต่อไปต้องเดินควบคู่กันทั้งการรักษาคุณค่า
ของภูมิปัญญาและการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งดีพร้อมจะเดินหน้าใน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. การรักษาอัตลักษณ์
และภูมิปัญญาไทย 2. การยกระดับผลิตภัณฑ์ด้วยการออกแบบและนวัตกรรม
3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้อมูลและความต้องการของตลาด 4.
การขยายโอกาสสู่ตลาดมูลค่าสูง และ 5. การยกระดับสู่มาตรฐานและการยอมรับในระดับสากล
เพื่อให้งานหัตถศิลป์ไทยสามารถต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรมไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ
สร้างโอกาสทางการค้า และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
โดยผลการตัดสินการคัดเลือก 3
สุดยอดผลงานครูช่างศิลป์จาก 35 ราย ได้แก่
รางวัลชนะเลิศ ผลิตภัณฑ์ ศิวดลนาคราชจากร้านนาคราชปุระ รองชนะเลิศอันดับที่ 1
ผลิตภัณฑ์ ARU (อรุณ) จากร้าน Kith
Creft และรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ผลิตภัณฑ์
รักชาติ จากร้าน Yanetthai Design
ทั้งนี้ กิจกรรม CRAFT EXCELLENCE 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 กันยายน 2569
ณ เมืองสุขสยาม ICONSIAM กรุงเทพฯ เพื่อเปิดพื้นที่นำเสนอผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยจากครูช่างศิลป์ไทย
และเปิดโอกาสให้ประชาชน
และผู้สนใจได้ร่วมชมและสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนคุณค่า ภูมิปัญญา
และอัตลักษณ์ของไทย