“ล้ำฤทธิ์” เปิดตัว สปอร์ตและเวลเนสคอมเพล็กซ์แห่งแรกของไทย THE O2 BANGKOK & Sapsiree Badminton Academy ปักหมุดศูนย์กลางสุขภาพและการฟื้นฟูครบวงจร รับเมกะเทรนด์ Wellness Economy

บริษัท ล้ำฤทธิ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และฟื้นฟูร่างกาย เปิดตัว ดิ โอทู แบงค็อก (THE O2 BANGKOK Powered by Lamrit Co., Ltd.) สปอร์ตและเวลเนสคอมเพล็กซ์แห่งแรกของประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร รวมมูลค่าการลงทุน 200 ล้านบาท เน้นการดูแลสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกาย และมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Healthy Longevity) ผ่านการผสานศาสตร์ด้านกีฬา เวชศาสตร์ฟื้นฟู สุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) และไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร พร้อมตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้านการฟื้นฟูสุขภาพและเวชศาสตร์การกีฬาครบวงจร (Sports Rehabilitation & Wellness Complex) ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายแพทย์มานพ ศิลาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ล้ำฤทธิ์ จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้ง ดิ โอทู แบงค็อก (THE O2 BANGKOK Powered by Lamrit Co., Ltd.) กล่าวว่า “จากการเปลี่ยนแปลงของโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) และปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับ สุขภาพ และการดูแลคุณภาพชีวิต (Wellness) บริษัทฯ จึงพัฒนา ดิ โอทู แบงค็อก (THE O2 BANGKOK) ให้เป็นศูนย์กลางที่ผสาน การแพทย์และการกีฬา โดยนำการกายภาพบำบัดทางกีฬาเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ารับบริการ การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ ไว้ในที่เดียว เพื่อให้ทุกคนสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างครบวงจรในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การป้องกันโรค การฟื้นฟู ไปจนถึงการเสริมสร้างสมรรถนะและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”

ดิ โอทู แบงค็อก (THE O2 BANGKOK Powered by Lamrit Co., Ltd.) สปอร์ตและเวลเนสคอมเพล็กซ์แห่งแรกของประเทศไทย มีพื้นที่ขนาด 9,000 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ครอบคลุม 4 ชั้น โดยโครงการพัฒนาให้เป็นมากกว่าศูนย์กีฬา เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่ประเมินร่างกาย การรักษา ฟื้นฟู เสริมสร้างสมรรถภาพ ออกกำลังกาย ไปจนถึงการใช้ชีวิตแบบเวลเนสสไตล์ภายในที่เดียว Lamrit Co., Ltd. เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในธุรกิจด้านกายภาพบำบัดและการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ การกีฬา และนวัตกรรม มาต่อยอดสู่การพัฒนา THE O2 BANGKOK ให้เป็นศูนย์กลางด้าน Sports Rehab & Wellness แห่งใหม่ของประเทศไทย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Sapsiree Badminton Academy อะคาเดมีแบดมินตันภายใต้การนำของ "ปอป้อ" ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันทีมชาติไทย เจ้าของผลงานระดับโลก ที่มุ่งถ่ายทอดประสบการณ์และพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ผ่านการฝึกซ้อมตามมาตรฐานนักกีฬาอาชีพ โดยการจัดตั้งอะคาเดมีภายใน THE O2 BANGKOK ยังสะท้อนแนวคิดของโครงการในการเชื่อมโยงการฝึกซ้อมกีฬาเข้ากับการดูแลสุขภาพ การกายภาพบำบัด และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อยกระดับการพัฒนานักกีฬาและผู้รักการออกกำลังกายอย่างครบวงจรในสถานที่เดียว 

ภายในโครงการรวบรวมทีมแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักวิทยาศาสตร์การกีฬา และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลสุขภาพ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครอบคลุมทุกมิติ อาทิ ล้ำฤทธิ์ คลินิก (Lamrit Clinic) คลินิกด้านการดูแล ฟื้นฟูร่างกาย และกายภาพบำบัด สำหรับผู้ที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย, Sapsiree Badminton Academy ศูนย์ฝึกแบดมินตันมาตรฐานสากล โดยนักแบดมินตันทีมชาติไทยดีกรีแชมป์โลก ปอป้อ–ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย, สนามบาสเกตบอล FYB Basketball Academy, สนามฟุตบอล 5 คน, พิคเคิลบอล (Pickleball), ฟิตเนส Primalape ที่มีนักกายภาพบำบัดให้คำปรึกษา ตลอดจนสระว่ายน้ำวิวแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่จัดกิจกรรมด้านสุขภาพ และร้านอาหารเพื่อสุขภาพ

“เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพไม่ควรรอให้เกิดโรคก่อน แต่ควรป้องกัน ฟื้นฟู เพิ่มศักยภาพของร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดีมีคุณภาพ เราจึงพัฒนา ดิ โอทู แบงค็อก โดยร่วมมือกับพันธมิตรจากหลายภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ อาทิ PepsiCo, Thai Beverage Plc, Bose Professional และองค์กรชั้นนำอีกหลายแห่ง พัฒนาศูนย์ด้านสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ ครอบคลุมการแพทย์ เวชศาสตร์การกีฬา โภชนาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างประสบการณ์การ และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพในประเทศไทย และตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางด้านการฟื้นฟูสุขภาพและเวชศาสตร์การกีฬาครบวงจร (Sports Rehabilitation & Wellness Complex) ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายแพทย์มานพ กล่าว

ทั้งนี้ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ประเทศไทย มีมูลค่าตลาดด้านสุขภาพ (Wellness Economy) ในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 10.1% จากปีก่อนหน้า ติดอันดับ 24 ของโลก และ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ตลาด การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ของไทยมีมูลค่าราว 472.15 พันล้านบาท และเติบโตถึง 36.4% ในปีเดียว สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวลเนสของภูมิภาค

“ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ มาตรฐานการรักษา ความหลากหลายของบริการด้านสุขภาพ ตลอดจนชื่อเสียงด้านการบริการและการท่องเที่ยว จึงมีศักยภาพในการต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Hub) ของภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโรงพยาบาลหรือการรักษาโรค ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่ ดิ โอทู แบงค็อก ตั้งใจผลักดัน” นายแพทย์มานพ กล่าว

บริษัท ล้ำฤทธิ์ จำกัด คาดว่า ดิ โอทู แบงค็อก (THE O2 BANGKOK Powered by Lamrit Co., Ltd.) จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในอุตสาหกรรมสุขภาพ กีฬา รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีด้านสุขภาพ, วิทยาศาสตร์การกีฬา, โภชนาการ, ไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงของประเทศไทยในช่วงหลายปีข้างหน้าโดยตั้งเป้าหมายในปีแรกที่จะมีผู้ใช้บริการประมาณ 3,500,000 คน ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ในปีแรกประมาณ 50-100 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทมุ่งขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนส โดยตั้งเป้าสัดส่วนผู้ใช้บริการ ลูกค้าชาวไทย 80% และชาวต่างชาติ 20%

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว กิจกรรมพิเศษ และรายละเอียดเกี่ยวกับบริการต่าง ๆ ของ ดิ โอทู แบงค็อก (THE O2 BANGKOK) ได้ทางเว็บไซต์ www.theo2bangkok.com หรือโทร. 093-134-7396 และทางโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก www.facebook.com/TheO2Bangkok/ LINE Official theo2bangkok

----------------------------------------------------------




สื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมประชาสัมพันธ์ 

คุณพจน์ 086-347-3703 / คุณองุ่น 095-252-9404

อีเมล grape.prteam@gmail.com 


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ จับมือ ช่องเวิร์คพอยท์ 23 เปิดตัว "MedUMORE หมอขอชาเลนจ์" พลิกโฉมการเรียนรู้สู่ Edutainment Game Show จุดประกายเยาวชนไทย ผ่านความรู้ที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงทุกคน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการใหม่ “MedUMORE  หมอขอชาเลนจ์” Edutainment Game Show ที่จะท้า น้องๆ ม.ปลาย มาประลองปัญญา ท้าทาย ความรู้ เรื่องการแพทย์ ที่อัปสกิลความรู้ ผ่านทางแพลตฟอร์ม MDCU MedUMORE  บนสนามที่ ใช้มากกว่าความจำ ฝ่าสมรภูมิ ตั้งแต่การคัดเลือกออนไลน์ สไตล์ E-Sport สู่รอบไฟนอลสุดยิ่งใหญ่ กับการแข่งขันรูปแบบใหม่ออนทีวี เพื่อชิงโล่ พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ภายในงานได้รับเกียรติจาก “ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร” อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยว่า ปัจจุบันบทบาทของมหาวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ แต่ต้องนำองค์ความรู้เหล่านั้นออกไปสร้างคุณค่าให้กับสังคม และเข้าถึงผู้คนในรูปแบบที่สอดคล้องกับวิถีการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่

ด้าน “ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงนิจศรี ชาญณรงค์” รองคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานการจัดการแข่งขันอัจฉริยภาพทางวิชาการ "MedUMORE หมอขอชาเลนจ์"ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า 

เกิดจากความตั้งใจที่จะเปลี่ยนการเรียนรู้จากการท่องจำ ให้กลายเป็นการเรียนรู้ผ่านการคิด วิเคราะห์ และการลงมือทำ โดยต่อยอดจากแพลตฟอร์มการเรียนรู้ MDCU MedMORE สู่การแข่งขันและรายการโทรทัศน์ เพื่อให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านประสบการณ์ที่ท้าทายและสนุกสนาน

ขณะที่ “คุณศักดิ์ชัย ยอดวานิช” นายกกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษา สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า "เราไม่ได้สร้างรายการนี้เพื่อเด็กที่อยากเป็นหมอเท่านั้น แต่สร้างเพื่อเด็กที่อยากเรียนรู้ เพราะทักษะการคิด การตั้งคำถาม และการนำความรู้ไปใช้ คือพื้นฐานสำคัญของการใช้ชีวิตในทุกวิชาชีพ" 

ด้าน “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุพัตรา อุตมัง ” ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง ประโยชน์ที่เยาวชนจะได้รับว่า รายการนี้ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกคิด วิเคราะห์ กล้าตั้งคำถาม และค้นพบศักยภาพของตนเอง ผ่านการเรียนรู้ที่สนุกและท้าทาย ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเลือกศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพในสายใด

มาถึง คุณศรัณย์ มหัทธนกุล นายกสมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “รายการถือเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่ช่วยให้เด็กและผู้ปกครองได้เรียนรู้ร่วมกัน พร้อมส่งเสริมให้การเรียนรู้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและสนุกสำหรับทุกคน” และที่ขาดไม่ได้ 

“คุณชลากรณ์ ปัญญาโฉม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ผู้บริหาร บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เวิร์คพอยท์ รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสร้างสรรค์รายการคุณภาพ ที่ผสมผสานสาระและความบันเทิงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้ผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย ได้รับทั้งความรู้ ความสนุก และแรงบันดาลใจไปพร้อมกัน”






ภายในงานยังประกาศเปิดรับสมัครนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 15 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันผ่านระบบออนไลน์อย่างเข้มข้น ในเดือน กันยายน 2569  พร้อมประกาศผู้เข้าชิง 15 ทีม ในเดือน ตุลาคม 2569 เพื่อมาแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ณ เวิร์คพอยท์สตูดิโอ ซึ่งทางรายการจะค้นหาเยาวชนที่พร้อมแสดงศักยภาพด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้  

ร่วมติดตาม "MedUMORE หมอขอชาเลนจ์" ได้ทุกวันพุธ เวลา 20.05 น. เริ่มออกอากาศตอนแรก วันพุธที่ 13 มกราคม 2570 เวลา 20.05 น. ทาง ช่องเวิร์คพอยท์ 23 แล้วมาร่วมค้นพบว่า "การเรียนรู้" จะสนุกกว่าที่เคย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในครอบครัว 

สามารถติดตามการแข่งขันและความเคลื่อนไหวของรายการ ได้ทางช่องทางออนไลน์ 
Facebook : Workpoint Entertainment  และ www.medumore.org







เบนซ์ พริกไทย - อุ้ม ลักขณา” นำทีมคนรัก MINI ทำบุญบนล้อ! แรลลี่ “MINI Cooper & รถปันใจ” อิ่มใจ อิ่มบุญ ช่วยเด็กพิการซ้ำซ้อน

อิ่มทั้งบุญ อิ่มทั้งความสุข เมื่อศิลปินสาวเสียงหวาน เบนซ์ พริกไทย และนักแสดงสาวสุดแซ่บ อุ้ม ลักขณา ร่วมเป็นสีสันในกิจกรรมแรลลี่การกุศล “MINI Cooper & รถปันใจ” ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวมพลคนรักรถ MINI ออกเดินทางพร้อมแบ่งปันรอยยิ้มและโอกาสให้กับเด็กพิการซ้ำซ้อน

กิจกรรมจัดขึ้นโดย เบ๊นซ์ ศิรเอก ชนะณรงค์ ร่วมกับ MILLENNIUM AUTO พร้อมพันธมิตรผู้สนับสนุน ภายใต้แนวคิด “ทุกกิโลเมตรแห่งการเดินทาง คือการส่งต่อกำลังใจ” โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานจะนำไปสมทบทุนช่วยเหลือเด็กพิการซ้ำซ้อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสที่ดียิ่งขึ้น

ภายในงานที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569 ณ The Standard Pattaya Na Jomtien ผู้ร่วมทริปได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมแรลลี่สุดอบอุ่นของชาว MINI พร้อมดื่มด่ำมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจาก เบนซ์ พริกไทย และร่วมปาร์ตี้ยามค่ำคืนกับดีเจชื่อดัง ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลพัทยา พร้อมอิ่มอร่อยกับบุฟเฟต์ดินเนอร์ระดับพรีเมียม

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เรียกความสนใจจากผู้ร่วมงาน คือการปรากฏตัวของ อุ้ม ลักขณา ที่มาร่วมสร้างสีสันและร่วมส่งต่อพลังแห่งการให้ ทำให้บรรยากาศของทริปเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพของชาว MINI ที่มารวมตัวกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดี ๆ ที่พิสูจน์ว่า การเดินทางไม่ได้มีเพียงจุดหมายปลายทาง แต่ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคม เพราะทุกกิโลเมตรของ “MINI Cooper & รถปันใจ” คือการร่วมส่งต่อโอกาส ความหวัง และรอยยิ้มให้กับเด็กพิการซ้ำซ้อนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดงาน ได้แก่ Millennium Auto, Solar Gard, SWP Thailand, Herringbone Menswear, Unlock Cafe & Bar, W2 DECO, Pretty Girl, LAPRIMA VERA และ Jamsai ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้.

​กระแสแรงฉุดไม่อยู่! “THE TOM THAILAND 2026” เวทีทอมแห่งแรกของไทย จัดรอบ Audition สุดเข้มข้น คัดเต็งหนึ่งเหลือ 55 คนสุดท้าย จากผู้สมัครกว่า 200 คน

 

​ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่และประทับใจสำหรับรอบ Audition ของ "THE TOM THAILAND 2026" เวทีการประกวดทอมแห่งแรกในประเทศไทย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25–26 กรกฎาคม 2569 ณ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โดยงานนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าแข่งขันพกพาความมั่นใจมาร่วมประกวดกว่า 200 คนทั่วประเทศ ก่อนจะผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนได้ 55 คนสุดท้ายที่จะเข้าไปชิงชัยในรอบต่อไป

​คุณเล็ก - บุณณดา ทิพย์ภิบาล ผู้ถือลิขสิทธิ์ฯ พร้อมด้วย คุณแนน - วิไลลักษณ์ ศิริสาคร และ แม่น็อต แม็กซิม ผู้อำนวยการกองประกวด เปิดบ้านต้อนรับสื่อมวลชนและแฟนๆ อย่างอบอุ่น ตลอดช่วงเวลา 09.00–16.00 น. ทั้งสองวัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและความกดดันของการเฟ้นหาตัวจริง โดยมีเหล่าคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญมาร่วมเจียระไนผู้เข้าประกวดอย่างหนาแน่น นำโดย Master ตัวแม่ตัวพ่อ พี่ป้อม - วินิจ บุญชัยศรี เมกอัปอาร์ทิสต์ระดับประเทศ และ เก่ง - ธชย ประทุมวรรณ ศิลปินมากความสามารถ Team Coach สุดเก๋า ได้รับเกียรติจาก ป๋าต๊อบ - ปฏิญญา ควรตระกูล, ปีใหม่ - สุมนต์รัตน์ และ วิว - ปิยวรรณ ชื่นตะโก มาคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วย Special Commentitee นั่งเก้าอี้กรรมการคัดเลือกอีกแรง นำโดย ดีเจแมน - พัฒนพล, ซานิ - นิภาภรณ์ , อิน บูโดกัน และ  นิโคล เทริโอ


​การแข่งขันตลอดสองวันเต็มไปด้วยความเข้มข้น ผู้เข้าประกวดต่างแสดงศักยภาพ ไหวพริบ และเสน่ห์ในแบบของตัวเองกันอย่างเต็มที่ ทำเอาเหล่ากรรมการต้องทำงานอย่างหนักในการลงคะแนน จนกระทั่งได้ผู้ผ่านเข้ารอบ 55 คนสุดท้าย ที่พร้อมจะเข้าไปเก็บตัวและพัฒนาทักษะในรอบถัดไป และหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจช่วงออดิชัน ในช่วงค่ำทางกองประกวด คณะกรรมการ และเหล่าผู้เข้าประกวด ยังได้ร่วมปลดปล่อยความสนุก เติมเต็มความประทับใจในงานเลี้ยง After Party ณ ร้านสองวันสามคืน ลาดพร้าว-วังหิน บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น เป็นกันเอง และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทุกคนในกองประกวด

​กองประกวด The TomThailand ทอมไทยแลนด์ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจาก ผึ้งหลับ, คิวไพร์มคลินิก, ข้าวตรา ตรากระต่าย ทอง, จินตนา, Next เวย์โปรตีน, เดอมาติค, บีซี บูสเตอร์ วิสต้า, ลักษณ์จามูดี, ลักษ์สตูดิโอ, มหาราณีแกรนด์, เบรินด์ ทอม ดิป, แนน รีมูฟ อายโบว, pkt ปลดล๊อก, แมททริค คลินิค, ลินา คลินิค, แอนติแอน, เฌอเอม, จูฟ พลัส, เจ้พงษ์ ลูกชิ้นยืนกิน, เอกชัย ฟาวเวอร์, บริด คอเลคทีฟ, โจ๊กโบราณ, ซันเซท, จิวาโน่, คลาวด์ ออกซิเจนเขาใหญ่,ตามตะวัน แคมป์ปิ้ง รีสอร์ท องครักษ์, อาชานัย บ๊อกซิ่ง, มีนาว สตูดิโอ, เครน คอฟฟี่ ร๊อกสตาร์, โปรปรารีส, บัตเตอร์มารี่, ไอซซิ เดรี่ฟิต, แมคทูเดอะมูล, ทอมโสดแบรนด์, โอ ไดม่อน แบค สปา, ตัวแทนไทยประกันชีวิต คุณอโนทัย พูลศรี, โคซีพลาสติค, ยูกิพลาสติค, ยูกิอพลทินัม, ฮัลโหล เจลลี่, เชฟสัญจร ตะลอนทั่วไทย, เลิฟยู คาตั้น ดีไซน์, โนเบล บูทีค, ตัดผมชาย เบากะบาล, เบสเบย์, ฟรีบ, คนดีที่หนึ่ง อีเว้น, เมย์ ดัม สตูดิโอ

​ติดตามรายชื่อผู้เข้ารอบทั้ง 55 คนสุดท้ายได้ทาง FB THE TOM THAILAND https://www.facebook.com/profile.php?id=61589334792332

มาร่วมพิสูจน์ว่า “เพราะความแตกต่างไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือพลังที่ทำให้คุณโดดเด่นกว่าคนอื่น”






เปิดเทวสถาน “ขั้นเทพสิบแสนล้าน” เบิกเนตร “พ่อดำแสนสิริจันทรานาคราช-ปู่แก้วนาคราช” ฮาย อาภาพร พร้อมคนดังร่วมสืบสานศรัทธา

บริษัท ขั้นเทพสิบแสนล้าน จำกัด ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนและเครือข่ายพันธมิตร จัดพิธีบวงสรวงและเบิกเนตร “องค์พ่อดำแสนสิริจันทรานาคราช” และ “องค์ปู่แก้วนาคราช” อย่างยิ่งใหญ่ ณ อาคารเทวสถาน ขั้นเทพสิบแสนล้าน เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ท่ามกลางบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาจากผู้มีจิตเลื่อมใสที่เดินทางมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณกัตจิมา ชาวประมง ประธานจัดงาน เป็นประธานในพิธี พร้อมแถลงถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเทวสถานแห่งนี้ เพื่อให้เป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านความเชื่อของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับองค์พญานาค

คุณกัตจิมา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าของประเพณี ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับพญานาค ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของไทย พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ และประกอบพิธีกรรมตามความเชื่ออย่างเหมาะสม


งานดังกล่าวยังได้รับความร่วมมือจากบุคคลในหลายวงการ อาทิ ฮาย อาภาพร นครสวรรค์ ศิลปินนักร้องและนักแสดงชื่อดัง, อัมพร แหวนเพชร, พีธ พีระ ศิลปินนักร้อง, อาร์ตี้ ธนฉัตร นักแสดง รวมถึงผู้มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานและเผยแพร่คุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมสู่สังคม

นอกจากนี้ ณฐพร สิริภัคซรัสมิ กรรมการผู้บริหาร บริษัท เฮาส์ออฟอัส จำกัด ยังร่วมสนับสนุนการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์และการถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณี ความศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม และคุณค่าทางจิตใจ ผ่านสื่อสร้างสรรค์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงองค์ความรู้ เข้าใจรากเหง้าของวัฒนธรรมไทย และร่วมสืบสานมรดกทางความเชื่ออย่างถูกต้อง

สำหรับไฮไลต์สำคัญของเทวสถานแห่งนี้ คือ “องค์พ่อดำแสนสิริจันทรานาคราช” และ “องค์ปู่แก้วนาคราช” ซึ่งแกะสลักจากหินที่ได้จากลุ่มแม่น้ำโขง โดยได้รับสัมปทานจากฝั่งประเทศลาว หินดังกล่าวมีความเชื่อตามคติของผู้ศรัทธาว่าเคยจมอยู่ใต้น้ำมานานหลายร้อยปี ก่อนถูกนำมาแกะสลักเป็นองค์พญานาคอย่างวิจิตรงดงาม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังศรัทธาและความเป็นสิริมงคล

ปัจจุบัน บริษัท ขั้นเทพสิบแสนล้าน จำกัด ได้เปิด เทวสถานขั้นเทพสิบแสนล้าน ให้ประชาชนทั่วไปสามารถเดินทางมากราบสักการะได้ทุกวัน โดยผู้มีจิตศรัทธาเชื่อว่าสามารถขอพรในด้านการงาน การเงิน โชคลาภ การศึกษา รวมถึงการขอให้คดีความหรืออุปสรรคต่าง ๆ คลี่คลาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่แห่งความเชื่อที่ได้รับความสนใจจากผู้ศรัทธาอย่างต่อเนื่อง






“นภินทร” รมต.ประจำสำนักนายกฯ นำทัพเปิด Thai Street Gold Star Roadshow 3 จังหวัดต้นแบบ

เปิดตัวแอปพลิเคชัน Thai Street Gold Star ครั้งแรกของประเทศไทย ดันสตรีทฟู้ดไทยสู่ Gastronomy Wellness Destination ระดับโลก ปักหมุด 3 สนามใหญ่ กรุงเทพฯ – พัทยา – เชียงใหม่ พิสูจน์ผลสำเร็จการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดสู่มาตรฐานสากล

กรุงเทพฯ – สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสู่มาตรฐานสากล” (Thailand Food Therapy Festival & Thai Street Gold Star Project) จัดกิจกรรม Roadshow Thailand Food Therapy Festival & Thai Street Gold Star ใน 3 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) และเชียงใหม่ พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Thai Street Gold Star” อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

โดยได้รับเกียรติจาก นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสนามแรกของการจัดกิจกรรม Roadshow ระดับประเทศ เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จของการพัฒนาผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 ร้านค้า พร้อมสร้างโอกาสในการทดสอบตลาดจริงและเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว


นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้ประกอบการ SME ในฐานะกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน GDP ของ SME ให้ถึงร้อยละ 40 ภายใน 5 ปีข้างหน้า ขณะที่กิจกรรม Roadshow ในครั้งนี้ ถือเป็นการนำผลสำเร็จจากการพัฒนาผู้ประกอบการตลอดโครงการออกสู่สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม การเปิดตัวแอปพลิเคชัน Thai Street Gold Star จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพื้นที่ทางการตลาดที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน สามารถทดลองตลาดจริงและสร้างรายได้ได้ทันที ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของวงการ   สตรีทฟู้ดไทย ช่วยยกระดับอาหารริมทางของประเทศไทยสู่การเป็น Gastronomy Wellness Destination สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

โครงการดังกล่าวดำเนินการนำร่องใน 3 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) และเชียงใหม่ โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินและยกระดับมาตรฐานร้านค้า พร้อมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการผ่านการอบรมด้านการวางแผนธุรกิจ การตลาดดิจิทัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และ

มาตรฐานสุขาภิบาลอาหาร ผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐาน                                          “Thai Street Gold Star” ใน 3 ด้าน ได้แก่ Safety ความปลอดภัย, Signature อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของเมนู และ Service คุณภาพการบริการ ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมออกร้านและทดสอบตลาดจริงในพื้นที่ Roadshow ทั้ง 3 แห่ง

สำหรับกำหนดการจัดกิจกรรม Roadshow ประกอบด้วย

กรุงเทพมหานคร วันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

พัทยา จังหวัดชลบุรี วันที่ 7–9 สิงหาคม 2569 ณ ลานหน้าหาดพัทยากลาง

จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับร้านค้าสตรีทฟู้ด ที่ผ่านการยกระดับมาตรฐานจากโครงการ พร้อมสัมผัสเมนูและนวัตกรรมด้านสุขภาพ กิจกรรม Workshop สาธิตเมนู Food Therapy และพิธีมอบป้ายมาตรฐาน “Thai Street Gold Star” แก่ผู้ประกอบการต้นแบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ขณะเดียวกัน ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Thai Street Gold Star” แพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ร้านอาหาร นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ช่วยให้ร้านค้าที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสามารถสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว พร้อมสร้างพื้นที่ทางการตลาดที่ยั่งยืน และเตรียมขยายผลไปยังทุกภูมิภาคทั่วประเทศในระยะต่อไป การจัด Roadshow ทั้ง 3 พื้นที่ ถือเป็น Market Validation หรือการทดสอบตลาดจริงของโครงการ เพื่อประเมินศักยภาพและโอกาสทางการตลาดของผู้ประกอบการ พร้อมสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ ในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Street Food & Wellness Destination

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสประสบการณ์สตรีทฟู้ดและเวลเนสไทยในกิจกรรม Roadshow ทั้ง 3 พื้นที่ ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 23 สิงหาคม 2569 และติดตามรายละเอียดโครงการ “Thai Street Gold Star” และกำหนดการกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Thailand Food Therapy Festival





MUSE [X] ACADEMY พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “เรียน สอน สร้าง”


MUSE [X] ACADEMY เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ ที่มุ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนได้พัฒนาศักยภาพ สร้างความสัมพันธ์ ค้นพบความหมายในงานของตนเอง และสร้างผลงานที่จับต้องได้จริง ผ่านศิลปะ ดนตรี นวัตกรรม และการลงมือทำ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกอนาคตด้วยทักษะแห่งศตวรรษใหม่ ภายใต้แนวคิด “เรียน สอน สร้าง”

ดร.อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ ผู้ก่อตั้ง MUSE [X] ACADEMY กล่าวว่า “MUSE [X] ACADEMY เกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า การเรียนรู้ในอนาคตไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทดลอง ลงมือทำ สร้างผลงานจริง และเติบโตไปพร้อมกับเครือข่ายของผู้คนจากหลากหลายสาขา เราต้องการสร้างระบบนิเวศที่ช่วยพัฒนาศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจมนุษย์ และทักษะที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ เพื่อเตรียมคนไทยให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต”

MUSE [X] มุ่งพัฒนาศักยภาพที่เทคโนโลยีไม่อาจทดแทนได้ พร้อมเชื่อมโยงโลกของศิลปะ การศึกษา วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ Yale Alumni Association, ABRSM, Steinway Thailand, Sonos Libra และ Ideal8 Studio เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN Multidisciplinary Hub & Marketplace ในอนาคต

MUSE [X] Campus ได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ ครอบคลุมกิจกรรมหลากหลายด้าน ทั้งการเรียนรู้ทางศิลปะและดนตรี การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์นวัตกรรม ตลอดจนการสร้างผลงานจริงผ่านกระบวนการลงมือปฏิบัติ โดยมีพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการเรียนรู้ การจัดกิจกรรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เรียน ผู้สอน และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายวงการ

โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การแสดงดนตรี, การนำเสนอแนวคิดและวิสัยทัศน์ของ MUSE [X] ACADEMY, การเยี่ยมชม Great Hall และพื้นที่การเรียนรู้ต่าง ๆ ภายใน Campus เพื่อให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ของพื้นที่แห่งการเรียนรู้แห่งใหม่นี้อย่างใกล้ชิด

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ Panel Discussion กิจกรรมเสวนาที่รวบรวมผู้นำความคิดจากหลากหลายสาขา ประกอบด้วย คุณอนันต์ ลือประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง The People, คุณณัฐวุฒิ แสงชูวงษ์ บรรณาธิการบริหาร Tatler Thailand, ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คีตกวีระดับโลก และ คุณเอกลักษณ์ กรรณศรณ์ ผู้ก่อตั้ง BrandThink Cinema ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองว่าด้วยบทบาทของความคิดสร้างสรรค์ การศึกษา และศิลปะในการขับเคลื่อนอนาคต

การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ MUSE [X] ACADEMY ในการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ และการลงมือทำเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายสาขาได้ร่วมพัฒนาศักยภาพ สร้างเครือข่าย และต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคมไทยและภูมิภาคอาเซียน

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.muse-x-academy.com Line: @muse.x.academyหรือ โทร. 094-660-7341





โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ชวนคนไทยดูแลสุขภาพตับเนื่องในวันตับอักเสบโลก 2569 ชูแนวคิด “ONE LIVER ONE FUTURE เริ่มดูแลตับวันนี้ เพื่ออนาคตที่แข็งแรง”

กรุงเทพฯ, 24 กรกฎาคม 2569 – โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันตับอักเสบโลก ประจำปี 2569 (World Hepatitis Day 2026) ภายใต้แนวคิด “ONE LIVER ONE FUTURE เริ่มดูแลตับวันนี้ เพื่ออนาคตที่แข็งแรง” เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคตับ พร้อมส่งเสริมการตรวจคัดกรองและป้องกันโรคตับอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารตับนำโดย พญ.กันต์สุดา ปัญจชัยพรพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร หัวหน้างานอายุรกรรมทางเดินอาหารและตับ พญ.อัญญา เกียรติวีระศักดิ์ และ นพ.สพล วิวัฒน์พัฒนกุล รวมทั้งทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาและประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้อง Convention Hall ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคตับอักเสบและโรคตับเรื้อรังยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือมีความเสี่ยง จนอาจลุกลามสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ การป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและส่งเสริมองค์ความรู้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน”

ภายในงานมีการจัดเสวนาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ร่วมกับทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการรักษาโรคตับในปัจจุบัน ทั้งนี้ พญ.กันต์สุดา ปัญจชัยพรพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยยังมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังราว 2–3 ล้านคน และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ เนื่องจากโรคมักไม่แสดงอาการในระยะแรก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และมียารักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่าร้อยละ 95 ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ และสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบภายในปี 2030 ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก โดย นพ.สพล วิวัฒน์พัฒนกุล และ นพ.สิทธิกร ปภาวิน ร่วมเน้นย้ำว่า ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจำเป็นต้องได้รับการประเมินและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ และไม่ควรหยุดยาเอง ส่วนไวรัสตับอักเสบซีสามารถรักษาหายขาดได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับประทานภายใน 8–12 สัปดาห์ (อัตราหายขาดสูงถึงร้อยละ 95–98) ดังนั้น การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงและการเข้าสู่ระบบการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบในอนาคต

ด้าน นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร หัวหน้างานอายุรกรรมทางเดินอาหารและตับ ระบุว่า “โรคไขมันพอกตับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง แม้โรคมักไม่แสดงอาการ แต่หากไม่ได้รับการดูแลอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ การปรับพฤติกรรมสุขภาพ อาทิ การควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมโรคร่วมอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคในระยะยาว” นพ.วรุตม์ ต.ศรีวงษ์ และ พญ.สุภมาศ ศิริศรีตรีรักษ์ ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจคัดกรองภาวะไขมันพอกตับและพังผืดในตับได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งโรคเบาหวาน ภาวะอ้วน และโรคไขมันพอกตับมีความสัมพันธ์กันผ่านภาวะดื้ออินซูลิน โดยการควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือด และการใช้ยาตามข้อบ่งชี้ สามารถช่วยลดไขมันสะสมและการอักเสบของตับได้ ขณะที่ พญ.สิรี วงศ์รักมิตร แนะนำแนวทางปฏิบัติว่า การปรับพฤติกรรมโภชนาการและควบคุมน้ำหนักให้ลดลงร้อยละ 7–10 ของน้ำหนักตัว จะช่วยลดการอักเสบของตับได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับพฤติกรรมด้านโภชนาการอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและชะลอการดำเนินของโรค


ปิดท้ายด้วยการเสวนาแนวทางการเฝ้าระวังและการรักษามะเร็งตับในปัจจุบัน ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก ทั้งเทคโนโลยีการผ่าตัด การปลูกถ่ายตับ การรักษาด้วยรังสีร่วมรักษา และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) โดยทีมแพทย์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มโอกาสการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับประชาชน ได้แก่ การตรวจประเมินภาวะพังผืดและไขมันสะสมในเนื้อตับด้วยเครื่อง FibroScan, นิทรรศการ Fit EXPERIENCE ZONE “รู้จักตับของเรา” โซนเรียนรู้ด้านโภชนาการ Liver Friendly Food Lab “กินแบบไหน ให้ตับรัก”, จุดประเมินความเสี่ยงโรคตับ  Liver Screening Zone “รู้เร็ว ป้องกันได้” และกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย MOVE for LIVER Zone “ขยับวันละนิด ตับฟิตทุกวัน” 

ทั้งนี้ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคระบบทางเดินอาหารและตับทุกชนิดด้วยนวัตกรรมชั้นสูง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมวางแผนดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เปิดให้บริการ ณ ชั้น 3 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผู้สนใจหรือผู้ป่วยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สำหรับผู้รับบริการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ที่มีประวัติการรักษาแล้ว สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CHULABHORN  HEALTH PLUS ได้ทาง App store และ Google Play store หรือติดตามข่าวสารช่องทางบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้ทาง LINE Official Account @chulabhornhospital (คลิก http://nav.cx/8DqLuQm) และเว็บไซต์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th


กระทรวงวัฒนธรรมจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ เชิญชวนคนไทยร่วมอนุรักษ์และสืบสานคุณค่าของ “ภาษาไทย” มรดกวัฒนธรรมของชาติ

วันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ โดยมีเอกอัครราชทูต และผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย นายชินณวุฒิ วิลยาลัย รองอธิบดีกรมศิลปากร (ผู้แทนอธิบดีกรมศิลปากร) นางปรารถนา สินธุนาวา รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะอนุกรรมการส่งเสริม สืบสาน และธำรงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยด้วยภาษาไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ได้รับรางวัล เชิดชูเกียรติ เครือข่ายทางวัฒนธรรม แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 

นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ชาวไทยทุกคนภาคภูมิใจ สะท้อนผ่านหลักฐานการประดิษฐ์อักษรไทยที่สืบทอดต่อเนื่องยาวนานกว่า ๗๔๐ ปี อย่างไรก็ตาม ภาษาเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศที่รูปแบบการสื่อสารมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการใช้ภาษาของคนในสังคม โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน กระทรวงวัฒนธรรมจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เหมาะสม และสร้างสรรค์ เพื่อปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกให้เด็ก เยาวชน และประชาชนตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร แต่ยังเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ความเป็นชาติและเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์ ความคิด ความเชื่อ วิถีชีวิต และความงดงามของสังคมไทยที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน ซึ่งล้วนเป็นแบบอย่างอันดีในการใช้ภาษาไทยแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ตลอดจนขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติให้ประสบความสำเร็จ และร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และจรรโลงรักษาภาษาไทยให้คงอยู่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติสืบไป


ทั้งนี้ วันภาษาไทยแห่งชาติเป็นวันสำคัญที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดให้วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสำคัญของภาษาไทย โดยทรงเน้นย้ำให้คนไทยมีความภาคภูมิใจในภาษาของชาติ และใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเหมาะสมทั้งในการพูดและการเขียน ด้วยทรงตระหนักว่าภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติและเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความคิด ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของคนไทย กระทรวงวัฒนธรรมจึงจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติเป็นประจำทุกปี พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เหมาะสม และสร้างสรรค์ ตลอดจนปลูกฝังให้เด็ก เยาวชน และประชาชนตระหนักถึงคุณค่า ความสำคัญ และร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และส่งต่อภาษาไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติให้คงอยู่สืบไป แม้ในยุคที่เทคโนโลยีและการสื่อสารจะพัฒนาอย่างรวดเร็วและส่งผลให้ภาษาเกิดการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา

ในการนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานในพิธี ขึ้นมอบรางวัลแก่ผู้ได้รับรางวัลด้านภาษาไทย ตามลำดับ ดังนี้ 

๑. การถวายรางวัล “ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย” แด่พระวชิรปัญญากร

๒. การมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้แทน สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ซึ่งมีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่ส่งคลิป เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการใช้ภาษาไทย เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ จำนวน ๓๐ ประเทศ โดยในวันนี้มีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตเข้ารับมอบเกียรติบัตร จำนวน ๑๖ ประเทศ ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโคลอมเบียประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐกัวเตมาลาประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตโรมาเนียประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรสวีเดนประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย, สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเตประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย





๓. การมอบรางวัลปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย จำนวน ๒ ท่าน ได้แก่ รองศาสตราจารย์เสาวณิต วิงวอน และรองศาสตราจารย์ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล

๔. การมอบรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น พุทธศักราช ๒๕๖๙ จำนวน ๖ ท่าน ได้แก่ นางกัญญาภัทร เพชรรัตน์, นางสาวนวนันท์ บำรุงพฤกษ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศิลป์ บุณยะนิวาศ, รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรพงศ์ วัฒนาวนิช, นางสาวสายสวรรค์ ขยันยิ่ง และนางอุปถัมภ์ จันทรสกุนต์ 

๕. การมอบรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น จำนวน ๓ ท่าน ได้แก่ นายกวีวัธน์ เมฆแสน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ตุลาภรณ์ แสนปรน และนายนรานันทน์ จันทร์แก้ว

๖. การมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย จำนวน ๓ ท่าน ได้แก่ แพทย์หญิงเสียงพิณ เตมียสถิต, ศาสตราจารย์ฟอลเกอร์ กราบอฟสกี้ (โดยมีบุตรชายเป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล) และนายสุวัฒน์ ไวจรรยา

๗. การมอบรางวัล “เพชรในเพลง” จำนวน ๑๓ รางวัล ดังนี้

    ๗.๑ รางวัลเชิดชูเกียรติ ศิลปินและครูจิตอาสาเสริมสร้างทักษะชีวิตแก่เด็กพิเศษและเด็กด้อยโอกาสด้วยศิลปะบทเพลงและดนตรี ได้แก่ นายชนะ เสวิกุล (ครูนัท)

    ๗.๒ รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายกฤตศิลป์ ฉลองขวัญ จากเพลง “อโยธยา”

    ๗.๓ รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ได้แก่ นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร จากเพลง “มนต์เพลงไทยสากล”

    ๗.๔ รางวัลชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายชิติพัทธ์ สุขพร้อม (พร พระพิราพ) จากเพลง คนไทยหัวใจลูกทุ่ง (โดยมีนายณกรณ์ ชูรักษ์ ผู้เรียบเรียงเสียงประสานเพลง “คนไทยหัวใจลูกทุ่ง” เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล)

    ๗.๕ รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายจารุพันธ์ ศรีม่วงกลาง จากเพลง “ฟ้ายามแลง”

    ๗.๖ รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายทชภณ พลกองเส็ง หรือ พลพล พลกองเส็ง จากเพลง “ไร้น้ำหนัก”

    ๗.๗ รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ได้แก่ นายรัชเมศฐ์ สุวโชคพิบูลย์ (เล็ก รัชเมศฐ์) จากเพลง “อบอวล” (โดยมีนายกษิดิศ จันทพรหม เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล)

    ๗.๘ รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) จากเพลง “อโยธยา”

    ๗.๙ รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ได้แก่ เรืออากาศโทหญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์ (ไอติม เดอะโกลเด้นซอง) จากเพลง “วสันต์แทงโก้”

    ๗.๑๐ รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายอนันต์ อาศัยไพรพนา (นัน อนันต์) จากเพลง “ใครคือคนที่ใช่ของเธอ”

    ๗.๑๑ รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ได้แก่ นายพร้อมพงษ์ วงษ์อินตา (เบียร์ พร้อมพงษ์) จากเพลง “เจ้านางเอย”

    ๗.๑๒ รางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวพิชญา ยอดแสง (เต็นท์ พิชญา) จากเพลง “คนไทยหัวใจลูกทุ่ง”

    ๗.๑๓ รางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ได้แก่ นางสาวพริมาภา เอื้อสลุง (พีช วรรณภา) จากเพลง “รักจบที่ลพบุรี”

๘. การมอบรางวัลการประกวดคลิปการอ่าน เพื่อส่งเสริมเด็กและเยาวชน ร่วมสร้างความดี ล้านความรัก ภูมิใจภักดิ์พระพันปีหลวง จำนวน ๗ รางวัล มีดังนี้

    ๘.๑ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวยุพาวดี มีเทียน โรงเรียนเชิงทะเลวิทยาคม “จุติ-ก้อง อนุสรณ์” จังหวัดภูเก็ต ได้รับโล่รางวัล พร้อมเกียรติบัตร และทุนการศึกษา จำนวน ๕,๐๐๐ บาท

    ๘.๒ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๑ ได้แก่ นางสาวแทนฤทัยพันธุมณิ โรงเรียนราชินีบน กรุงเทพมหานคร ได้รับโล่รางวัล พร้อมเกียรติบัตร และทุนการศึกษา จำนวน ๓,๐๐๐ บาท

    ๘.๓ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๒ ได้แก่ นางสาวพิมภา ภาคนะถา โรงเรียนเทศบาล ๑ (เอ็งเสียงสามัคคี) จังหวัดสงขลา ได้รับโล่รางวัล พร้อมเกียรติบัตร และทุนการศึกษา จำนวน ๒,๐๐๐ บาท 

    ๘.๔ รางวัลชมเชย จำนวน ๔ รางวัล ได้รับเกียรติบัตรและทุนการศึกษารางวัลละ ๑,๐๐๐ บาท ได้แก่ นางสาวทัศพร อ่อนละมูล โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) จังหวัดนครปฐม, นางสาวศิริกร ดาวัลย์ โรงเรียนสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี, นางสาวสุชารัตน์ เจริญรส โรงเรียนนครไตรตรึงษ์  จังหวัดกำแพงเพชร และนายสุริยา เรือนนา โรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษดิ์ จังหวัดนครพนม 


สำหรับกิจกรรมในงานวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ประกอบด้วย การเยี่ยมชมนิทรรศการปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น และผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย, การเยี่ยมชมนิทรรศการผู้ได้รับรางวัล “เพชรในเพลง”, การชมวีดิทัศน์ความสำคัญของวันภาษาไทยแห่งชาติ, การรับชมวีดิทัศน์ส่งเสริมการใช้ภาษาไทย จากสถานเอกอัครราชทูต, การรับฟังความสำคัญของการใช้ภาษาไทย โดยรองศาสตราจารย์เสาวณิต วิงวอน ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย, การรับชมการอ่านเพื่อส่งเสริมเด็กและเยาวชน ร่วมสร้างความดี ล้านความรัก ภูมิใจภักดิ์ พระพันปีหลวง, การชมการโต้วาที ญัตติ “เสน่ห์ภาษาไทยฤจางหายในโลกยุคดิจิทัล” และการรับชมการแสดงเพชรในเพลง จากกรมศิลปากร จำนวน ๖ เพลง ได้แก่ (๑) เพลง “ไร้น้ำหนัก” ขับร้องโดย นายทชภณ พลกองเส็ง (พลพล พลกองเส็ง) ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย (๒) เพลง “อโยธยา” ขับร้องโดย นางสาวสรวีย์ ธนพูนหิรัญ (ผิงผิง) ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง (๓) เพลง “คนไทยหัวใจลูกทุ่ง” ขับร้องโดย นางสาวพิชญา ยอดแสง (เต็นท์ พิชญา) ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง (๔) เพลง “ใครคือคนที่ใช่ของเธอ” ขับร้องโดย นายอนันต์ อาศัยไพรพนา (นัน อนันต์) ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย (๕) เพลง “วสันต์แทงโก้” ขับร้องโดย เรืออากาศโทหญิง กัลยรัตน์ กรสุทธินันท์ (ไอติม เดอะโกลเด้นซอง) ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง และ (๖) เพลง “รักจบที่ลพบุรี” ขับร้องโดย นางสาวพริมาภา เอื้อสลุง (พีช วรรณภา) ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง







© all rights reserved
made with by templateszoo