กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกม ปี 69 ในหัวข้อประเพณีและการละเล่นไทย ชิงเงินรางวัลรวม 500,000 บาท

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทย (TBGA) จัดงานแถลงข่าวโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกม ประจำปี 2569 (Thailand Board Game Design Contest 2026) ในหัวข้อประเพณีและการละเล่นไทย ชิงเงินรางวัลรวม 500,000 บาท เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และองค์ความรู้ให้แก่เด็กเยาวชน และประชาชน ในการเรียนรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมไทย ผ่านการเล่นเกม, สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม และก้าวทันเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกม ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยงานได้จัดขึ้น ณ โซน Grand Station ชั้น 2 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 18 มิ.ย.69 

นายสุรพันธ์ เจริญทรัพย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ประธานในงานแถลงข่าว เปิดเผยว่า “ยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 – 2570) คือการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจฐานราก ให้เข้มแข็งด้วยทุนทรัพยากร อัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของวัฒนธรรมไทย ผลักดันให้ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในระดับนานาชาติ การจัดโครงการประกวดออกแบบบอร์ดเกม ประจำปี 2569 ในหัวข้อประเพณีและการละเล่นไทย ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม หรือมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ จึงเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีค่านิยม และพฤติกรรมที่เหมาะสม สามารถนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ
ปัจจุบันอุตสาหกรรมบอร์ดเกม มีการเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศและต่างประเทศ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องต่างได้รับอิทธิพลการเติบโตตามไปด้วย เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ทั้งระบบในระยะยาว เนื่องจากบอร์ดเกมเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม และยังใช้เป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ ทำให้ต่างชาติหันมาสนใจวัฒนธรรมประเพณีในเชิงลึกมากขึ้น เกิดการแสวงหาความรู้ต่อยอด และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากมาเที่ยวประเทศไทย เป็นการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศในอนาคต”
ด้าน นายวัฒนชัย ตรีเดชา นายกสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการฯ นี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อประเพณีและการละเล่นไทย ซึ่งในรอบคัดเลือกผู้สมัครจะต้องส่งรายละเอียดผ่านทาง https://forms.gle/KRZwB7zwGdGaSrMo9 ภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 โดยต้องมีสมาชิกทีมละไม่เกิน 3 คน และนำเสนอผลงานในรูปแบบวิดิโอความยาวไม่เกิน 3 นาที พร้อมอัพโหลดลง Youtube และนำลิงค์ใส่ข้อมูลใน Google Form เพื่อให้คณะกรรมการตัดสินใจ และคัดเลือกเหลือ 24 ทีมเพื่อเข้ารอบ โดยในรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าประกวดจะต้องสามารถเข้าร่วมในกิจกรรม 4 ครั้ง หากไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมจะถือว่าเป็นการสละสิทธิ์ โดยทีมสำรองในลำดับถัดไปเข้ามาแทนที่ ซึ่งเกณฑ์ตัดสินในรอบ 10 ทีมสุดท้าย จะประกอบไปด้วย ความน่าสนใจของธีมและเรื่องราว 15คะแนน, ความมีเอกลักษณ์ของเกม 10 คะแนน, ความเป็นไปได้ในการผลิต 15 คะแนน, ความง่ายในการเข้าใจกติกา 25 คะแนน, ความรู้ที่ได้จากการเล่น 15 คะแนน และความสมบูรณ์ในการนำเสนอ 20 คะแนน
สำหรับเงินรางวัลรวม 500,000 บาท ได้แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศอันดับหนึ่ง 100,000 บาท, รางวัลชนะเลิศอันดับสอง 50,000 บาท, รางวัลชนะเลิศอันดับสาม 20,000 บาท, รางวัลขวัญใจสื่อมวลชน  10,000 บาท, รางวัลชมเชย 10,000 บาท, รางวัล Artwork / Presentation 10,000 บาท และค่าผลิตเกมสำหรับผู้ชนะเลิศ 3 อันดับแรก รวม 300,000 บาท โดยคณะกรรมการขอตัดสิทธิ์หากตรวจพบว่าผู้สมัครไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนและรายละเอียดข้างต้น รวมถึงใช้ข้อความอันเป็นเท็จ ลอกเลียนแบบ หรือละเมิดลิขสิทธิ์ผู้อื่น นอกจากนี้ 10 เกมสุดท้ายในการเข้ารอบ จะถือเป็นลิขสิทธิ์ร่วมระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและทีมที่ออกแบบ โดยหลังจากจบจากการแข่งขัน เกมที่ผลิตจะถูกนำส่งให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม หากทีมนักออกแบบต้องการจะทำการผลิตเกมหลังจบการแข่งขันแล้ว กรุณาติดต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรมโดยตรง” 
นอกจากนี้ในงานแถลงข่าว ยังได้จัดให้มีการเสวนาหัวข้อ “ต่อยอดประเพณีการละเล่นไทย พิชิตตลาดบอร์ดเกมโลก” โดย ดร.รัชราวไล สว่างอรุณ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเเละพัฒนา สำนักนันทนาการ ผู้เเทนอธิบดีกรมพลศึกษา และนายวัฒนชัย ตรีเดชา นายกสมาคมบอร์ดเกมประเทศไทย ซึ่งได้พูดถึงแก่นแท้หรือเสน่ห์ของการละเล่นพื้นบ้านไทย ที่มีความคลาสสิกและสนุกคล้ายกับบอร์ดเกม, วิธีการ "ดัดแปลง" หรือ "สกัด" การละเล่นไทยที่เน้นใช้ร่างกาย ให้ออกมาเป็น "บอร์ดเกมบนโต๊ะ", บอร์ดเกมที่ได้แรงบันดาลใจจากการละเล่นไทย" ไปตีตลาดโลก เช่น งาน Essen Spiel (งานบอร์ดเกมระดับโลกที่เยอรมนี) หรือการระดมทุนผ่าน Kickstarter ที่มีความท้าทายคือ “การดัดแปลงวัฒนธรรม” และ “มาตรฐานระดับโลก” รวมถึงแนวทางผลักดันนักออกแบบ และผลงานเหล่านี้ให้เติบโตต่อไปได้
โดยผู้สนใจการประกวดฯ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม และติดตามความเคลื่อนไหว ได้ทาง Facebook : TBDC Thailand Board Game Design Contest หรือโทรศัพท์ 062-7341267 และ 085-5426255  ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป





สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำบทบาท Game Changer สู่มิติใหม่ของการขยายฐานลูกค้า ผนึกกำลังพันธมิตรระดับระดับเวิลด์คลาส ทรงพลังด้วยฐานกำลังซื้อสูงสุด


กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำระดับโลก เจ้าของและผู้บริหารสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ตอกย้ำบทบาทผู้นำ Game Changer ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับพันธมิตรผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ได้แก่ BELMOND (LVMH), GALERIES LAFAYETTE, INSIGNIA และ MJETS เสริมความแข็งแกร่งของ Global Privilege Partnership และยกระดับ “Global Luxury Ecosystem” ที่เชื่อมโยงโลกแห่งลักชูรีอย่างไร้รอยต่อ สำหรับกลุ่มสมาชิก ONESIAM และสมาชิกขององค์กรพันธมิตร ผ่านเครือข่ายสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก  โดยปัจจุบันสยามพิวรรธน์ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดลักชูรี่ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ทรงพลังที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และครองยอดขายกว่า 70% ของตลาดในประเทศไทย 

ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับนิยามแห่งลักชูรี ด้วยพลังของเครือข่ายระบบนิเวศระดับโลกที่เชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด  สยามพิวรรธน์จึงเดินหน้าสร้างเครือข่ายลักชูรีที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดของโลก  ผ่านการผสานประสบการณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการบินส่วนบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทหรูทั่วโลก ห้างสรรพสินค้าลักชูรีชั้นนำ และบริการบริหารจัดการไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล สู่การสร้าง “Borderless Luxury Ecosystem” ที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งด้านธุรกิจค้าปลีกลักชูรีและระบบนิเวศไลฟ์สไตล์ลักชูรีของไทย ที่และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของลักชูรีระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์ยึดมั่นในกลยุทธ์ Co-creation & Collaboration และเป็นผู้บุกเบิกการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับโลกมาอย่างยาวนาน เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับและสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ผ่านมาเรามีองค์กรพาร์ทเนอร์ระดับโลกที่ล้วนเป็นผู้นำในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วมในอีโค่ซิสเต็มที่ผสานศัภยภาพไร้ขีดจำกัดและสร้าง Share Values ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นตลาดสำคัญและมีมูลค่าสูงสุด เรามีความเชี่ยวชาญในการดูแลกลุ่มลูกค้า High-Net-Worth จากทั่วโลก และมีฐานสมาชิก ONESIAM ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าระดับบนที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมียอดจับจ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครั้ง และมียอดใช้จ่ายต่อปีมากกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า ซึ่งสะทัอนให้เห็นถึงพลังการจับจ่ายของลูกค้าระดับบนได้เป็นอย่างดี 

เป้าหมายสำคัญของการสร้าง Global Privilege Partnership ในปีนี้ คือ การยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Luxury Destination มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Global Luxury Ecosystem เชื่อมต่อระบบนิเวศธุรกิจลักชูรีอย่างไร้รอยต่อสำหรับลูกค้ากลุ่ม Ultra-HNWIs ผ่านการบูรณาการฐานข้อมูลและสิทธิประโยชน์ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อมอบเอกสิทธิ์สูงสุดที่เหนือความคาดหมาย” 

ในปีนี้ องค์กรพันธมิตรระดับโลกที่เข้าร่วม Global Privilege ล่าสุดได้แก่ BELMOND (LVMH) เครือธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมระดับ Ultra-Luxury ระดับโลก, GALERIES LAFAYETTE ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเดสติเนชั่นสำคัญในกรุงปารีสที่เหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องไปเยือน, INSIGNIA ผู้นำด้านการดูแลสมาชิกและไลฟ์สไตล์จัดการระดับพรีเมียม, และ MJETS ผู้ให้บริการด้านการบินส่วนบุคคลครบวงจรแห่งเดียวในประเทศไทย ต้นแบบการเดินทางเหนือระดับ โดยมีความพิเศษที่แตกต่างที่ตอบโจทย์ลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ดังนี้

ยกระดับประสบการณ์การเดินทางไปกับ BELMOND (LVMH): ปฏิวัติศิลปะการเดินทางด้วย "Curated Journey" เชื่อมโยงการบริการชั้นเลิศของโรงแรมและรีสอร์ทหรูทั่วโลก เข้ากับสิทธิประโยชน์ในศูนย์การค้า สมาชิกจะได้รับบริการผู้ช่วยส่วนตัวแบบ 1-1 ในการวางแผนการเดินทาง พร้อมการต้อนรับระดับ VIP เมื่อเข้าพัก ณ โรงแรมระดับตำนาน หรือเดินทางไปกับรถไฟสุดหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของ Belmond ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงการเดินทางที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครสำหรับสมาชิกคนสำคัญ

“ที่ Belmond เรามุ่งมั่นที่จะรังสรรค์การเดินทางที่น่าจดจำอย่างไม่รู้จบ การร่วมมือกับ สยามพิวรรธน์ ในครั้งนี้ ช่วยให้เราสามารถผสานโลกแห่งลักชูรีรีเทลเข้ากับการท่องเที่ยวระดับอัลตร้าลักชัวรีได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสมาชิก ONESIAM ให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางระดับโลกในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน” — Charlotte Heyman, Director of Sales Asia, BELMOND

ที่สุดแห่งบริการเหนือระดับจาก INSIGNIA: ยกระดับไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่าด้วยบริการดูแลลูกค้ารายบุคคลในรูปแบบเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างไร้ขีดจำกัดด้านพรมแดน ตั้งแต่การสำรองที่นั่งในร้านอาหารที่จองยากที่สุดระดับโลก ไปจนถึงการเปิดประตูสู่การเข้าถึงกิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งยากที่บุคคลทั่วไปจะเข้าถึงได้

“ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการมอบการดูแลที่เหนือความคาดหมาย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผสานบริการดูแลลูกค้าระดับเวิลด์คลาสของเราเข้ากับระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ของสยามพิวรรธน์ เพื่อยกระดับความผูกพันของลูกค้าผ่านบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง” — Nada T. Rouviere, President of INSIGNIA

เดินทางสะดวกสบายกับ MJETs: เติมเต็มจิ๊กซอว์ด้านการเดินทางไร้ขีดจำกัดผ่านบริการเครื่องบินส่วนตัว รวมถึงการเข้าใช้เลานจ์พิเศษที่สนามบิน พร้อมรถรับส่งระดับหรูจากรันเวย์ตรงสู่ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์อย่างไร้รอยต่อ

“MJets เชื่อว่า คุณค่าของประสบการณ์การเดินทางในวันนี้ คือเวลา ความสะดวกสบาย และความราบรื่นในทุกช่วงของการเดินทาง การเข้าร่วม Global Privilege Ecosystem ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่างไลฟ์สไตล์และการเดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ seamless ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านจนถึงจุดหมายปลายทาง พร้อมสิทธิประโยชน์และการดูแลที่ออกแบบเฉพาะสำหรับสมาชิก” — ณัฏฐภัทร สีบุญเรือง, CEO of MJETS

ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อกับ GALERIES LAFAYETTE: มอบสิทธิพิเศษระดับเอ็กซ์คลูซีฟและบริการระดับ VIP ผ่านเครือข่ายเชื่อมต่อระดับโลกอย่างไร้รอยต่อให้กับนักช้อปทั้งสองทวีป โดยเมื่อเดินทางถึงปารีส สมาชิก ONESIAM จะได้รับของขวัญต้อนรับสุดพิเศษ พร้อมสิทธิ์เข้าใช้บริการ VIP Lounge เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับสมาชิกกลุ่ม Black, Platinum และ Scarlet จะได้รับเอกสิทธิ์เหนือระดับในการเข้าใช้ Private Personal Shopping Lounge พร้อมบริการผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนบุคคล (Dedicated Personal Shopper) เมื่อแจ้งความประสงค์ รวมถึงบริการคืนภาษี (Tax Refund) แบบเร่งด่วน และการต้อนรับระดับ VIP อันอบอุ่น เช่นเดียวกับการช้อปปิ้งที่ศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายระบบนิเวศธุรกิจ ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งและทรงพลังอย่างสยามพิวรรธน์ ความร่วมมือในครั้งนี้คือการส่งมอบ ‘ประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ’ ข้ามทวีป เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าของสยามพิวรรธน์จะได้รับการต้อนรับและการดูแลระดับสูงสุด ไม่ว่าจะกำลังช้อปปิ้งอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือปารีสก็ตาม” — Thierry Vannier, Director of International Customer Development and Operational Marketing at Galeries Lafayette Paris Haussmann.

นอกจากความร่วมมือกับ 4 พันธมิตรล่าสุดแล้ว ปัจจุบันสยามพิวรรธน์มีเครือข่ายพันธมิตร Global Privilege Partnership ที่มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับแบบข้ามพรมแดนให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและอยู่ในโกลบอลเดสติเนชั่น ประกอบด้วย ศูนย์การค้า PARCO ประเทศญี่ปุ่น, TAIPEI 101 ไต้หวัน, Hong Kong Times Square ฮ่องกง, ห้างสรรพสินค้า ION Orchard ประเทศสิงคโปร์, Pavilion Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย, Plaza Indonesia ประเทศอินโดนีเซีย, FOSUN สาธารณรัฐประชาชนจีน และ Hyundai Department Store ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจชั้นนำที่ครอบคลุมทั้งศูนย์การค้า การท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ ที่เข้าร่วมเสริมสร้างความพิเศษเหนือระดับสำหรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

โดยสมาชิก ONESIAM จะได้รับส่วนลด โปรโมชั่นพิเศษ การรับรองระดับ VIP และประสบการณ์เหนือระดับที่มิอาจซื้อได้อื่นๆ ครบทุกมิติ ในขณะเดียวกัน สมาชิกของพันธมิตรเมื่อมาเยือนศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมเช่นเดียวกัน ทั้งส่วนลดพิเศษจากร้านค้าชั้นนำ การใช้บริการห้องเลานจ์ การรับบริการจากทีม Customer Relationship และบริการเอ็กซ์คลูซีฟอีกมากมาย นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ยังเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกับพันธมิตร เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ทำให้สามารถนำเสนอข้อเสนอที่ตรงใจลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) ได้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวมากกว่าการทำโปรโมชั่นเพียงชั่วคราว มีการบูรณาการสิทธิประโยชน์ข้ามอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์กลุ่ม High-Net-Worth Individuals ในทุกมิติ

“การผนึกกำลังครั้งนี้ คือการก้าวข้ามทุกขีดจำกัด สู่การเติบโตอย่างไร้พรมแดน (Borderless Growth) พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง หรือ Global Luxury Destination และสร้างมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตระดับลักชูรีไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสรัลธร กล่าวทิ้งท้าย






สำนักงานสลากฯ เปิดตัว “กล่องความรู้ ปูทางฝัน” สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนแก่เยาวชน ด้วยนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) เดินหน้าภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเยาวชน จัดแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนโรงเรียนสลาก
กินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปีงบประมาณ 2569" ภายใต้แนวคิด “กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่
การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน” จัดสร้างและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ทันสมัย ให้กับโรงเรียนสลาก
กินแบ่งสงเคราะห์ทั่วประเทศ จำนวน 73 แห่ง ณ อาคารออกรางวัล ชั้น 3 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569
พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักงานฯ มุ่งมั่นสร้างความยั่งยืนให้สังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง จากความสำเร็จในการส่งมอบพลังงานสะอาดผ่านระบบโซลาร์เซลล์ในปี 2567 และการสร้างเสริมพัฒนาการด้านร่างกายและเสริมทักษะในการอยู่ร่วมกันให้กับเยาวชน
ผ่านเครื่องเล่นสนามในปี 2568 และในปี 2569 นับเป็นก้าวสำคัญ สู่การ “ส่งมอบปัญญา” ด้วยการนำนวัตกรรมห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ที่ได้มาตรฐานวิศวกรรมมาพัฒนาเป็นพื้นที่การเรียนรู้แห่งศตวรรษใหม่ที่ครบครันด้วย สื่อความรู้ที่ทรงคุณค่า เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้เยาวชน
“สำนักงานฯ เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ โดยมุ่งสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาในครบทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และภูมิปัญญา ซึ่งมุ่งหวังว่ากล่องความรู้ ปูทางฝัน สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืนในปีนี้ จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สำคัญ ให้กับเยาวชนไทย”
สำหรับ กล่องความรู้ ปูทางฝัน: สร้างพื้นที่การเรียนรู้สู่อนาคตที่ยั่งยืน สำนักงานฯ ได้ให้การสนับสนุนในดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมเครื่องปรับอากาศ และจัดหาหนังสือที่เหมาะสำหรับห้องสมุดโรงเรียน มีเนื้อหาเหมาะกับเด็กและเยาวชน อาทิ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และหนังสือน่าอ่านนอกเวลา ที่เหมาะกับเด็กและเยาวชน ตลอดจนมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและการใช้นวัตกรรมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งสมาร์ททีวี และชุดจอ Kiosk เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อการเรียนรู้แบบไร้พรมแดน พร้อมจัดอบรมการใช้งานสื่อดิจิทัลให้กับคุณครูบรรณารักษ์หรือผู้ดูแล เพื่อให้คุณครูสามารถดึงศักยภาพของอุปกรณ์เหล่านี้มาใช้สร้างสรรค์การเรียนรู้ให้กับเยาวชนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
นายสุริยา เด็นลีเมาะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองเพรางาย (สลากกินแบ่งสงเคราะห์ที่ 364 
หอม-บุญนาค อนุเคราะห์) กล่าวว่า โครงการนี้คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ของโรงเรียน ซึ่งเชื่อว่าห้องสมุดที่ได้มาตรฐานจะเป็นแรงดึงดูดสำคัญให้เด็กๆ หันมาเข้าห้องสมุดมากขึ้น อีกทั้งการ
บูรณาการเทคโนโลยีสื่อดิจิทัลเข้ากับการเรียนการสอนและการสืบค้นข้อมูล เพื่อเปิดโลกกว้างและ
สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับนักเรียน
นางวชิราวรรณ ทับเสือ นักวาดภาพประกอบนิทานเด็กชื่อดัง จากสตูดิโอ Littleblackoz Studio 
ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของหนังสือและภาพประกอบว่า ภาพวาดที่ดีคือสะพานเชื่อมที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการและดึงดูดใจเด็ก ๆ การที่โครงการบรรจุ "หนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฉบับการ์ตูน" ไว้ในห้องสมุด จะช่วยลดความซับซ้อนของวิชาวิทยาศาสตร์ และเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้แบบ สะเต็มศึกษา (STEM) ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับโครงการสนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปี 2569 จะทยอยติดตั้งและส่งมอบห้องสมุดตู้คอนเทนเนอร์ครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ (ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้) พร้อมจัดกิจกรรม “GLO ส่งมอบปัญญา ปูทางฝันให้น้อง” ซึ่งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ จะลงพื้นที่ร่วมทำกิจกรรมจัดหนังสือเข้าชั้น และนั่งเล่านิทานเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในการปูทางฝันและสร้างพลเมืองคุณภาพของชาติอย่างยั่งยืนต่อไป
ท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมดี ๆ ของสำนักงานฯ ได้ทาง Website www.glo.or.th , Facebook Fanpage สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , Line Official Account GLOLottery และ TikTok GLOสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล


ไอคอนคราฟต์ ชวนพบกับนิยามใหม่ของแฟชั่นร่วมสมัยใน “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” นิทรรศการและแฟชั่นโชว์สะท้อนแนวคิด Waste to Value ที่จะเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นสไตล์ วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ร่วมกับหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการและแฟชั่นโชว์สุดสร้างสรรค์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ชวนสัมผัสมิติใหม่ของแฟชั่น ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน ผ่านแนวคิด Waste to Value กับการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน สู่การออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริง โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2569 และร่วมตื่นตากับแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม

“KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” คือโปรเจ็กต์พิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ นายนภดล สังวาลเพ็ชร ภายใต้คำแนะนำของ ศาสตราจารย์ ดร.พัดชา อุทิศวรรณกุล โดยเกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้ง ไอคอนคราฟต์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งร่วมกันผลักดันงานด้านการออกแบบ งานวิจัย และความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้นิทรรศการและแฟชั่นโชว์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ไม่ได้นำเสนอแฟชั่นเป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผู้คนกลับสู่ธรรมชาติ ผ่านแนวคิด Waste to Value ที่นำทรัพยากรเหลือทิ้งมาสร้างคุณค่าใหม่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน จนกลายเป็นแฟชั่นที่เปี่ยมด้วยความหมาย ผสานนวัตกรรม งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าไว้ในชิ้นงานเดียวกันอย่างกลมกลืน โดยภายในงานจะนำเสนอแฟชั่นคอลเลกชันจำนวน 12 ชุด ภายใต้ 3 ธีมหลัก ได้แก่ Urban Sport Weekend, Adventure Sportwear และ Extreme Sportwear ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากเส้นสายของรากโกงกาง การเคลื่อนไหวของคลื่นน้ำ และความงดงามของระบบนิเวศป่าชายเลน มาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม




มาค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ แฟชั่น และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวได้ในนิทรรศการ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ตั้งแต่วันนี้ - 31 พฤษภาคม 2569 และเชิญร่วมสัมผัสแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT





เปิดตัวหนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ นวนิยายรางวัลชมนาดอินเตอร์ 2025 ที่ตั้งคำถามถึงภาษา ตัวตน และที่ยืนของผู้คนในสังคม

สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ร่วมกับ อมรินทร์บุ๊ค  เซ็นเตอร์ เปิดตัวหนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ (Tongueless) ฉบับแปลภาษาไทย ผลงานของ ‘เหล่า หยีหว่า’  ( Lau Yee Wa ) นักเขียนชาวฮ่องกง ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดวรรณกรรมนานาชาติ Chommanard International Women’s Literary Award 2025  พร้อมกันนี้ในงานได้จัดเวทีเสวนา “หนังสือดีแค่ไหน ทําไมจึงคว้ารางวัล Chommanard International Grand Prize ได้รับเงินสดถึง 500,000 บาท” โดยได้รับเกียรติจาก คุณเกศณี ไทยสนธิ กรรมการตัดสินรางวัล Chommanard International Women’s Literary Award และอาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ ผู้แปลหนังสือ ไร้ลิ้นสิ้นสูญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในครั้งนี้
อาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ กล่าวว่า  หนังสือ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นผลงานเรียกได้ว่า “มีความวิเศษ” ไม่ธรรมดา ด้วยพลังของการเล่าเรื่องที่ลุ่มลึกและชวนให้ผู้อ่านได้ขบคิดพร้อมตั้งคำถามต่อโครงสร้างสังคม โดยส่วนตัวรู้สึกภูมิใจอย่างมากที่ได้มีโอกาสแปลหนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นความท้าทายไม่น้อย เพราะต้นฉบับเป็นภาษาจีนที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทางภาษาและอารมณ์ ทำให้ผู้แปลต้องทำความเข้าใจตัวละครอย่างลึกซึ้ง เพื่อถ่ายทอดอรรถรสและน้ำหนักทางความรู้สึกของต้นฉบับออกมาให้ครบถ้วนที่สุด
ทั้งนี้ มองว่า ‘เหล่า หยีหว่า’ เป็นนักเขียนที่มีความเฉียบคมในการพาผู้อ่านเข้าไปอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ราวกับกำลังใช้ชีวิตร่วมกับตัวละครจริง ๆ อีกทั้งยังสามารถสื่อสารความเจ็บปวด ความอึดอัด และความสะเทือนใจผ่านภาษาได้อย่างแนบเนียน โดยเฉพาะตัวละคร “แม่” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงเรื่องราวและอารมณ์ต่าง ๆ ภายในเรื่องได้อย่างทรงพลัง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญของหนังสือเล่มนี้ เพราะทุกองค์ประกอบที่ผู้เขียนวางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ระบบการศึกษา โลกการทำงาน หรือการต่อสู้เพื่อรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ล้วนมีความหมายและชวนให้ผู้อ่านกลับมาทบทวนสังคมรอบตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ อาจารย์กฤตยา ยังได้ขยายความถึงความหมายของชื่อเรื่อง  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ ผ่านการตั้งคำถามต่อ “ลิ้น” ในฐานะอวัยวะสำคัญของการสื่อสาร ว่ามนุษย์จะใช้มันอย่างไรเพื่อเอาตัวรอดภายใต้อำนาจที่กดทับ บางคนเลือกนิ่งเงียบเพื่อปกป้องตัวเอง ขณะที่บางคนใช้คำพูดเพื่อประจบเอาใจผู้มีอำนาจให้สามารถอยู่รอดในระบบได้ ลิ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงอวัยวะสำหรับการพูด แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของเสียง สิทธิ และตัวตนของมนุษย์ ซึ่งอาจค่อย ๆ ถูกครอบงำและพรากหายไปโดยไม่รู้ตัว จนท้ายที่สุด หนังสือเล่มนี้อาจทำให้ผู้อ่านย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ลิ้นของเรายังอยู่หรือไม่” และเรายังมีพื้นที่มากเพียงใดในการเปล่งเสียงต่อผู้มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน
ด้านคุณเกศณี ไทยสนธิ เปิดเผยว่า ครั้งแรกที่ได้อ่าน  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’  รู้สึกทันทีว่านี่คือ นวนิยายที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญและทรงพลัง เพราะสามารถขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมผ่าน “ภาษา” ได้อย่างวิจิตรและลุ่มลึก ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่เวทีชมนาดมองหาในงานวรรณกรรมร่วมสมัย หนังสือเล่มนี้สะท้อนเสียงของผู้หญิงที่กล้าก้าวข้ามกรอบวัฒนธรรม อำนาจ และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้อย่างน่าประทับใจ โดยเสน่ห์ของเรื่องเริ่มตั้งแต่ชื่อหนังสือที่ชวนตั้งคำถาม ไปจนถึงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เผยให้เห็นความกล้าของผู้เขียนในการหยิบประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของฮ่องกงมาเล่าผ่านบริบทการศึกษาและการเปลี่ยนผ่านจากภาษาจีนกวางตุ้งสู่ภาษาจีนกลาง ซึ่งไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางภาษา แต่ยังสื่อถึงการต่อรองอำนาจ อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของผู้คนในสังคมอีกด้วย
ขณะเดียวกัน คุณเกศณี ยังมองว่า  ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เป็นหนังสือที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนในวัยทำงานได้อย่างชัดเจน เพราะในโลกของการทำงาน บางคนเลือกเงียบและทำหน้าที่ของตัวเองไปโดยไม่พูดอะไร ขณะที่บางคนเลือกประจบสอพลอเพื่อความอยู่รอดในระบบ จนทำให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นแรงกดดัน การต่อรอง และการสูญเสียตัวตนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน ขณะเดียวกันผู้อ่านจะเห็นถึงความกล้าหาญของผู้เขียนในการเล่าเรื่องที่ท้าทายและยาก ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่ง่าย แต่ยังมีความซับซ้อนอย่างมีเสน่ห์และสะกิดใจเราไปเรื่อยๆ ตลอดเล่มตั้งแต่ต้นยันจบ นี่เป็นสิ่งที่ประทับใจและอยากให้ผู้อ่านเปิดใจ
สำหรับ ‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’   เป็นผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการอย่างเข้มจนได้รับรางวัลชนะเลิศ  จากผู้ส่งเข้าประกวดมากกว่า 70 ผลงานของนักเขียนสตรีทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยถือเป็นนวนิยายร่วมสมัยจากฮ่องกงที่สะท้อนประเด็นเรื่องภาษา อัตลักษณ์ และแรงกดดันจากโครงสร้างสังคมได้อย่างเฉียบคม ผ่านชีวิตของครูสอนภาษาจีนสองคนคือ “ไหว” และ “หลิง” ที่ทำงานในโรงเรียนมัธยม และต้องเผชิญกับนโยบายทางภาษาและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาซึ่งค่อยๆ กัดกร่อนตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “การสูญเสียภาษา” ในเรื่อง เปรียบเสมือน การสูญเสียตัวตนและเสรีภาพในการดํารงอยู่ของผู้คน จนกลายเป็นวรรณกรรมที่ตั้งคำถามต่อสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านทั่วเอเชีย  
ผู้ที่สนใจหนังสือเล่มนี้ สามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ ร้านนายอินทร์ทุกสาขา  และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งความคิด แรงบันดาลใจ และเรื่องราวที่คุณอาจไม่มีวันลืม


“LPP Group” ผู้นำธุรกิจโรงสีข้าวรายใหญ่ของไทย ปั้นแบรนด์น้ำมันรำข้าว LPP OIL พร้อมรับผลิต OEM สร้างมูลค่าเพิ่มจากนาข้าวไทยสู่โต๊ะอาหารโลก

“LPP Group” ผู้นำธุรกิจโรงสีข้าวรายใหญ่ของไทย เดินหน้าต่อยอดธุรกิจสู่ผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวครบวงจร ภายใต้บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “LPP OIL” รองรับทั้งตลาดอุตสาหกรรมอาหารและการรับผลิตแบบ OEM ชูจุดแข็งด้าน Supply Chain ครบวงจร ตั้งแต่แปลงนาของเกษตรกรไทย สู่โต๊ะอาหารผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรไทย
คุณถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group พร้อมด้วย คุณดิศรินทร์ ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินและกรรมการบริษัท เปิดตัวน้ำมันรำข้าวแบรนด์ LPP OIL พร้อมรับผลิต OEM สร้างมูลค่าเพิ่มจากนาข้าวไทยสู่โต๊ะอาหารโลก ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ตั้งเป้ายกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวไทยสู่ระดับสากล ควบคู่แนวคิด Zero Waste เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านข้าวไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม รองรับเทรนด์สุขภาพและความต้องการของตลาดโลก
ภายในงานยังมี Cooking Show จาก “เชฟป้อม ธนรักษ์ ชูโต” เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย ที่นำข้าวแบรนด์ “บัวชมพู” และน้ำมันรำข้าว LPP OIL มารังสรรค์เมนูพิเศษ สะท้อนศักยภาพของวัตถุดิบไทยคุณภาพสูง
สำหรับจุดเด่นของน้ำมันรำข้าว LPP OIL ผลิตจากรำข้าวคุณภาพที่คัดสรรมาจากแหล่งข้าวชั้นดีตั้งแต่ต้นน้ำ เหมาะสำหรับการปรุงอาหารได้หลากหลาย ทั้งเมนูสลัด เบเกอรี่ อาหารทอด และอาหารผัด โดยมีจุดเกิดควันสูงถึง 235 องศาเซลเซียส ช่วยลดควันระหว่างการปรุงอาหาร และรองรับการประกอบอาหารที่ใช้ความร้อนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ Gamma Oryzanol ในระดับสูง 10,000–15,500 พีพีเอ็ม ช่วยเพิ่มความเสถียรของน้ำมัน ลดกลิ่นหืน และไม่อมน้ำมัน พร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและคุณภาพอาหารมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบ Cold Test ที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส นานกว่า 5.5 ชั่วโมง โดยไม่เกิดไขในน้ำมัน สะท้อนศักยภาพเทคโนโลยีการผลิตระดับโลกของโรงงาน LPP OIL ที่ใช้เครื่องจักรและระบบการผลิตนำเข้าจากยุโรป รองรับความต้องการทั้งภาคครัวเรือน อุตสาหกรรมอาหาร และตลาดสุขภาพที่กำลังเติบโตทั่วโลก




“อัสลัน สุ่ยหล้า” คว้ามงใหญ่ Miss Teen Trans Thailand 2026 สวยสง่าพร้อมส่งต่อพลังแห่งความเท่าเทียม

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม สำหรับเวทีประกวด Miss Teen Trans Thailand 2026 ที่ปีนี้เต็มไปด้วยความสามารถ ความมั่นใจ และแรงบันดาลใจจากสาวทรานส์วัยทีนทั่วประเทศ ก่อนที่ตำแหน่งสูงสุดจะตกเป็นของ MTL 15 ปทุมธานี “อัสลัน สุ่ยหล้า” ที่โชว์ทั้งไหวพริบ บุคลิก และพลังบนเวที จนสามารถคว้ามงกุฎ Miss Teen Trans Thailand 2026 ไปครองได้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงเชียร์สนั่นฮอลล์
ขณะที่ตำแหน่งรองอันดับ 1 ได้แก่ MTL 01 กรุงเทพมหานคร “ธนวรันญ์ เกตุเทียน” พร้อมคว้าตำแหน่งพิเศษ Miss MTD Thailand 2026 ไปครอง ด้วยเสน่ห์และความโดดเด่นเฉพาะตัว
ด้านรองอันดับ 2 ตกเป็นของ MTL 16 จังหวัดปราจีนบุรี “พลอยพิชชญาดา มงคลสิริกุล” ที่ยังได้รับตำแหน่ง Miss Teen Trans Tourism 2026 อีกด้วย
ส่วนรองอันดับ 3 ได้แก่ MTL 27 จังหวัดสมุทรปราการ “วิภาดา ชยธาดากีรติ” และรองอันดับ 4 คือ MTL 26 จังหวัดสงขลา “ธัญญาดา ชูแสง” ที่โชว์ศักยภาพได้อย่างน่าประทับใจตลอดการแข่งขัน
สำหรับรองอันดับ 5 มีถึง 2 ตำแหน่ง ได้แก่ MTL 12 จังหวัดนครศรีธรรมราช “พิมพ์พิชา ประพาภร” คว้าตำแหน่ง Miss Teen Trans Equality และ MTL 22 จังหวัดราชบุรี “รัฐนันท์ เที่ยงน่วม” ที่ได้รับตำแหน่ง Miss Teen Trans Fighter 2026 จากพลังความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจอันโดดเด่น
เวที Miss Teen Trans Thailand 2026 ไม่เพียงเป็นพื้นที่แห่งความงาม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนทรานส์ได้แสดงศักยภาพ ความสามารถ และส่งต่อพลังแห่งความเท่าเทียมสู่สังคมอย่างแท้จริง

“คุณสขิลา พึ่งพล” เจ้าของลิขสิทธิ์ Miss Teen Trans Thailand เดินหน้าผลักดันน้องๆ ผู้เข้าประกวดให้ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนข้ามเพศได้มีพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจผ่านการทำแคมเปญเพื่อสังคม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความกล้าแสดงออก และการใช้เวทีนางงามเป็นพลังในการส่งต่อเรื่องราวดีๆ สู่สังคม
คุณสขิลาเผยว่า เวที Miss Teen Trans Thailand ไม่ได้มองเพียงเรื่องความสวยงามภายนอก แต่ต้องการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณค่าและสามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับสังคมได้จริง ผ่านกิจกรรมและแคมเปญต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเยาวชน LGBTQ+ ในประเทศไทย
พร้อมย้ำว่า อยากให้เวทีนี้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่แห่งโอกาส ที่จะช่วยผลักดันให้น้องๆ เติบโตทั้งในวงการบันเทิง วงการนางงาม และการทำงานเพื่อสังคมในอนาคต



“COSMOPROF CBE ASEAN 2026” ตอกย้ำเวทีความงามระดับโลก เปิดประตูธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมความงามระดับนานาชาติ “Cosmoprof CBE ASEAN 2026” เตรียมกลับมาจัดอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ระหว่างวันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีศูนย์กลางธุรกิจความงามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ แบรนด์ ผู้ผลิต นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก สู่หนึ่งในตลาดความงามที่เติบโตเร็วที่สุดของโลกอย่างภูมิภาคอาเซียน
ปีนี้งานขยายพื้นที่จัดแสดงครอบคลุม 6 ฮอลล์ บนพื้นที่กว่า 33,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน 
พร้อมเปิดตัว “Cosmopack CBE ASEAN” โซนจัดแสดงด้านซัพพลายเชนและนวัตกรรมการผลิตความงามครบวงจรครั้งแรกในภูมิภาค เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมความงามทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ
นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “Cosmoprof CBE ASEAN 2026” ยังคงเดินหน้าสู่การเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจระดับนานาชาติสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมความงาม ทั้งแบรนด์ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก และเจ้าของธุรกิจ ที่ต้องการขยายโอกาสทางธุรกิจในประเทศไทย อาเซียน และเอเชียแปซิฟิก
สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 700 บริษัท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงของผู้ประกอบการไทย 48% และผู้ประกอบการจากนานาชาติอีก 52% โดยนำเสนอพื้นที่จัดแสดงงาน Cosmoprof คิดเป็น 47% ขณะที่งาน Cosmopack คิดเป็น 53% ของพื้นที่ทั้งหมด สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะทั้งฐานการผลิตสำคัญและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของภูมิภาค ขณะเดียวกัน คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 ราย รวมถึง Hosted Buyers คุณภาพมากกว่า 550 ราย จากอาเซียน เอเชียแปซิฟิก และยุโรป เพิ่มขึ้นกว่า 20% จากปีที่ผ่านมา
ภายในงานยังเตรียมจัด 5 พาวิลเลียนนานาชาติ ในระดับประเทศและภูมิภาค ได้แก่ อิตาลี ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ประกอบการได้สัมผัสนวัตกรรม เทรนด์ และผลิตภัณฑ์ความงามจากทั่วโลกอย่างครบวงจร พร้อมตอกย้ำบทบาทของงานในฐานะ “ประตูสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” สำหรับแบรนด์และผู้ผลิตจากทั่วโลก


อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของปีนี้ คือการยกให้อิตาลีเป็น “Country of Honour” หรือประเทศเกียรติยศประจำงาน 
โดยภายใน Italian Country Pavilion จะมีบริษัทชั้นนำจากอิตาลีเข้าร่วมมากกว่า 20 บริษัท ภายใต้การสนับสนุนของ Italian Trade Agency (ITA) และ Cosmetica Italia เพื่อสะท้อนความโดดเด่นด้านคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของอุตสาหกรรมความงามอิตาลีที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก
ยกระดับสู่ศูนย์กลางธุรกิจความงามและซัพพลายเชนแห่งภูมิภาค
ภายในงานปีนี้ พื้นที่ชั้น G ฮอลล์ 1 – 3 จะถูกจัดสรรเป็นโซน Branded Finished Products สำหรับจัดแสดง ผลิตภัณฑ์ความงามสำเร็จรูปจากแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่กำลังมองหาสินค้าใหม่และพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดอาเซียน
แบรนด์และผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วโลกที่จะเข้าร่วม อาทิ NOVA LABORATORIES จากมาเลเซีย, AMAZEPLUS และ COSMETEX ROLAND จากญี่ปุ่น, GEHWOL และ AMORY LONDON จากเยอรมนี, MIXSOON จากเกาหลีใต้, KHAT AL RASASI PERFUMES จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, G.V.F., ITALIAN GROUP, KLERAL SYSTEM SRL, MORGAN PHARMA, PARLUX และ PETTENON COSMETICS จากอิตาลี, FITERMAN จากโรมาเนีย, NUNA BEAUTY LAB INC จากสหรัฐอเมริกา รวมถึงแบรนด์ชั้นนำของไทย เช่น KARMART, INGU, MISTINE, MIZUMI และ SRICHAND สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยที่พร้อมเติบโตในตลาดสากล
ขณะเดียวกัน “Cosmopack CBE ASEAN” ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปีนี้ จะจัดขึ้นบริเวณชั้น LG ฮอลล์ 5 – 7
โดยมุ่งเน้นด้านซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมความงามอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ การพัฒนาสูตร โรงงาน OEM/ODM บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร งานพิมพ์และฉลาก ไปจนถึงโซลูชันด้านการผลิต
ด้าน นางสาวฟรานเชสกา โดนาติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ ประจำภูมิภาคเอเชีย BolognaFiere Cosmoprof กล่าวว่า การเปิดตัว Cosmopack CBE ASEAN ในกรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนบทบาทของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะศูนย์กลางด้านการผลิตและนวัตกรรมความงามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ แบรนด์ และผู้ซื้อจากทั่วโลก 
ภายในโซนดังกล่าว จะรวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำจากหลากหลายประเทศ อาทิ BEAUTYNOVA, MARCHESINI GROUP และ ITALCOSMETICI จากอิตาลี รวมถึงบริษัทไทย เช่น COSMINA, GIFFARINE, REVOMED, SPC COSMETICS และ S&J INTERNATIONAL ENTERPRISES ซึ่งจะช่วยยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเครือข่ายอุตสาหกรรมความงามและซัพพลายเชนของภูมิภาคในอนาคต

ประเทศไทยกับบทบาท Beauty Hub แห่งอาเซียน
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ “Cosmoprof CBE ASEAN” และการเปิดตัว “Cosmopack CBE ASEAN” สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยในอุตสาหกรรมความงามระดับโลกอย่างชัดเจน โดยประเทศไทยมีความแข็งแกร่งด้านการผลิตเครื่องสำอาง โดยเฉพาะกลุ่ม OEM และ ODM ทั้งผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ดูแลเส้นผม และเครื่องสำอางสี ที่สามารถให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสูตร การผลิต บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมความงามของไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 10 – 20% ต่อปี และประเทศไทยยังติดอันดับ 17 ของโลกด้านการผลิตสินค้าความงาม ขณะที่ข้อมูลจาก Custom Market Insights ระบุว่า ตลาด Beauty & Personal Care ของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 5.45% ต่อปี ในช่วงปี 2568 – 2577 โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นแตะ 7.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2577
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากความนิยมของผลิตภัณฑ์ Multi-functional การใช้วัตถุดิบธรรมชาติและออร์แกนิก บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำ AI มาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะบุคคล ตลอดจนกระแส “T-Beauty” ที่ได้รับความสนใจในตลาดโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อัดแน่นด้วยสัมมนาและกิจกรรมพิเศษ เสริมองค์ความรู้สู่อนาคตอุตสาหกรรมความงาม
นอกเหนือจากพื้นที่จัดแสดงสินค้า “Cosmoprof CBE ASEAN 2026” ยังเตรียมจัดโปรแกรมสัมมนาและกิจกรรมพิเศษอย่างครบวงจร เพื่อเปิดมุมมองใหม่ด้านเทรนด์ตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก
ภายในงานจะมีการจัดสัมมนา “CosmoTalks” จำนวน 17 หัวข้อ พร้อมกิจกรรม “Onstage” และ “Beauty Studio” ครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม อาทิ เทรนด์ตลาดความงามอาเซียน กลยุทธ์ค้าปลีก การสร้างแบรนด์ Wellness ธุรกิจ Professional Beauty และ Nail Care โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรระดับนานาชาติ เช่น Statista, Kline, BEAUTYSTREAMS และ ASEAN Cosmetic Association
 นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่สะท้อนทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมความงามในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงการ “BMIT” ที่นำเสนอเสน่ห์ของวัฒนธรรมความงามไทยผ่านการผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรมสมัยใหม่ โซน “Medical Beauty” ที่นำเสนอเทคโนโลยีความงามขั้นสูง รองรับการเติบโตของธุรกิจ Wellness และ Professional Beauty รวมถึง “Beauty Supplements” ที่เชื่อมโยงความงาม สุขภาพ และโภชนาการ ผ่านผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ “Friend of Cosmoprof: Where Beauty Voices Connect” ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ และบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรม ร่วมสร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ ๆ ในระดับภูมิภาค
ขณะที่ “Cosmopack CBE ASEAN” ยังเตรียมนำเสนอ “The Sunscreen Factory” อินสตอลเลชันรูปแบบ 
Live Experience ที่ถ่ายทอดกระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กันแดดต้นแบบแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสูตร การเลือกส่วนผสม การผลิต ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ร่วมกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ชั้นนำของไทย
จากผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปสู่ซัพพลายเชน จากอินไซต์ตลาดสู่นวัตกรรมการผลิต “Cosmoprof CBE ASEAN 2026” 
พร้อมสะท้อนภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมความงาม และเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการจากทั่วโลก นายสรรชาย กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก มาร่วมค้นหาโอกาส สร้างเครือข่าย และร่วมกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม ความงามในภูมิภาคอาเซียนร่วมกัน


© all rights reserved
made with by templateszoo