เปิดตัว “WAARA Wellness and Health Café” เฮลท์คาเฟ่แห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิดใหม่ "ใส่ใจสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน"

WAARA Wellness and Health Café เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Era of Holistic Longevity” หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่านการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมดุล

ภายในงานเปิดตัว ได้รับเกียรติจาก ท่านภราดร ปริศนานันทกุล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติและคนในวงการสุขภาพและไลฟ์สไตล์เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น
คุณวชิราภรณ์ สุระหิรัญพล ผู้ก่อตั้ง WAARA Wellness เผยว่า WAARA Wellness ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์สุขภาพทั่วไป แต่ตั้งใจให้เป็น “พื้นที่ของการเริ่มต้นดูแลตัวเอง” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยผสานแนวคิดสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Wellness) เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน
“เราอยากให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ใช่เรื่องยาก และไม่ใช่แค่เพื่อความสวย แต่คือการมีสุขภาพดีในระยะยาวต่อไป”
บรรยากาศภายในงานเป็นกันเองและอบอุ่น โดยมีแขกรับเชิญพิเศษอย่าง แอนชิลี สก๊อต-เคมมิส ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองเรื่องการดูแลตัวเองอย่างสมดุล รวมถึง อุ้ม ลักขณา และ เจ็ง วิไลลักษณ์ ตระการรุ่งโรจน์ ที่มาร่วมแสดงความยินดี

WAARA นำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพที่ครบด้านในที่เดียว ได้แก่
Nutritional Excellence เมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ออกแบบโดยคำนึงถึงโภชนาการที่เหมาะสม อร่อยและทานได้จริงในชีวิตประจำวัน 
Holistic Wellness การดูแลที่ครอบคลุมทั้งร่างกาย จิตใจ และความสมดุลของอารมณ์
Longevity Innovation การนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยวางแผนสุขภาพในระยะยาว

นอกจากนี้ WAARA ยังมีบริการดูแลสุขภาพและความงามที่ออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เช่น
วิตามินบำบัด (IV Drip) ที่ปรับสูตรตามความต้องการของร่างกาย Facial Treatment ที่ผสานศาสตร์การนวด เช่น ยกกระชับ เดรนน้ำเหลือง และการบำบัดผิวในรูปแบบต่างๆ Body Treatment ด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยดูแลรูปร่างและฟื้นฟูร่างกายอย่างปลอดภัย Preventive Health Consultation การปรึกษา และวางแผนดูแลเชิงป้องกัน WAARA Wellness and Health Café เปิดให้บริการแล้ววันนี้ พร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นดูแลสุขภาพแบบยั่งยืน ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และเข้าถึงได้จริงในชีวิตประจำวัน
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง 
Social Media : WAARA Wellness and Health Café
Page :
https://www.facebook.com/waarawellness
IG :
https://www.instagram.com/waarawellness?igsh=ank5bzlyN3ZzdzNm&utm_source=qr

“วิ่งมาราธอน ลากูน่า ภูเก็ต โดย ซูเปอร์สปอร์ต 2569” ประกาศการกลับมาพร้อมฉลอง 20 ปีอย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวปีแห่งการวิ่งของทุกเจเนอเรชัน ชูพลัง Gen Z – Run Club – ครอบครัวนักวิ่ง สู่ประสบการณ์ “Run Sunsets – Run Sunrises!” 13-14 มิถุนายนนี้

วิ่งมาราธอน ลากูน่า ภูเก็ต โดย ซูเปอร์สปอร์ต ประจำปี 2569 (Laguna Phuket Marathon Presented by Supersports 2026) ประกาศกลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งยิ่งใหญ่ในวาระครบรอบ 20 ปี เตรียมเดินหน้าสู่บทใหม่ที่สดขึ้น พร้อมตอบรับไลฟ์สไตล์ของนักวิ่งยุคปัจจุบันมากกว่าที่เคย พร้อมต้อนรับทัพนักวิ่งทั้งไทยและทั่วโลก ภายใต้คอนเซปต์ “Run Sunsets – Run Sunrises!” ระหว่างวันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 ณ ลากูน่าโกรฟ ลากูน่า ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 

ในปีนี้ การจัดงานครั้งที่ 20 อันยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง บนความร่วมมืออันแข็งแกร่งขององค์กรชั้นนำระดับประเทศมากมาย อาทิ จังหวัดภูเก็ต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ลากูน่า ภูเก็ต ซูเปอร์สปอร์ต โรงพยาบาลกรุงเทพ-ภูเก็ต ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอีกหลายภาคส่วน ที่ร่วมกันผลักดันให้ภูเก็ตเติบโตสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานกีฬาระดับนานาชาติ หรือ Sport Event Destination อย่างต่อเนื่อง 

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมางานวิ่งมาราธอน ลากูน่า ภูเก็ต เติบโตจากงานวิ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่นักวิ่งไทยและต่างชาติ สู่การเป็นจุดหมายปลายทางวิ่งมาราธอนที่เชื่อมกีฬา การท่องเที่ยว เวลเนส และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างชัดเจน ในปีนี้ ภาพของงานจะยิ่งโดดเด่นขึ้นในฐานะรายการวิ่งที่เข้าใจคนยุคใหม่ ที่เป็นทั้งกิจกรรมดูแลสุขภาพ พื้นที่ของคอมมูนิตี้ และตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่ม Gen Z และกลุ่มนักวิ่ง (Run Club) ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในสังคม โดยตั้งเป้าผู้เข้าร่วมกว่า 7,000 คน 

หนึ่งในไฮไลต์ใหม่ของปีนี้คือการเปิดตัว “2 KM JUNIOR RUN” ระยะวิ่งสำหรับเด็ก 2 กิโลเมตร พร้อมเพิ่มรุ่นอายุการแข่งขันตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงอายุ 17 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิ่งรุ่นเล็กได้เริ่มต้นสัมผัสประสบการณ์ในสนามวิ่งระดับนานาชาติพร้อมกับครอบครัว ขณะเดียวกันยังคงรุ่นอายุ “70 ปีขึ้นไป” ในประเภทมาราธอนและฮาล์ฟมาราธอน ทั้งชายและหญิง ตอกย้ำแนวคิดกีฬาที่ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย (Inclusive Sport) อย่างแท้จริง

อีกสีสันสำคัญของปีนี้คือการเปิด “Running Club Affiliate Program” อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบรับพลังของชุมชนคนชอบวิ่ง (Running community) ที่เติบโตอย่างแข็งแรงในปัจจุบัน โดยคลับที่เข้าร่วมจะได้รับสิทธิประโยชน์หลากหลายตามขนาดของกลุ่ม อาทิ ส่วนลดค่าสมัคร พื้นที่ Club Zone Tent สิทธิ์การรับบิบได้ก่อน การขึ้นชื่อบนเว็บไซต์และการสนับสนุนผ่านช่องทางโซเชียลของงาน รวมถึงรางวัลพิเศษอย่าง Largest Club และ Highest Energy Club ซึ่งช่วยเติมบรรยากาศของงานให้มีพลังและความมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น

โปรแกรมดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการสร้างประโยชน์ให้ชุมชนโดยในบางระดับของ Club Affiliate จะมีการนำ 5% หรือ 10% ของค่าสมัครสมาชิกคลับ ไปสนับสนุน Children First Fund (CFF) กองทุนที่ยึดแนวคิด “Nourishing Hearts, Inspiring Dreams” เพื่อช่วยด้านโภชนาการแก่เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ซึ่งปัจจุบันให้การสนับสนุนเด็กมากกว่า 400 คน ในสถานสงเคราะห์ 7 แห่งของจังหวัดภูเก็ต

งานวิ่งมาราธอน ลากูน่า ภูเก็ต ยังสะท้อนความตั้งใจในการเติบโตไปพร้อมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างชัดเจน ผ่านการนำร้านอาหารท้องถิ่น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพื่อให้นักวิ่งได้สัมผัสรสชาติแท้จริงของภูเก็ต ขณะเดียวกันยังมีการจัดสรรพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่นและช่างฝีมือ ได้นำสินค้าเข้ามาจัดแสดงและจำหน่ายตลอดช่วง 3 วันของงาน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับบูธ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงให้กับชุมชน

สำหรับเส้นทางการแข่งขัน ปีนี้ยังคงเสน่ห์ของสนามวิ่งปลายทางที่ทำให้งานนี้แตกต่างอย่างชัดเจน โดย “Sunset Run” ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 จะประกอบด้วย 2KM Junior Run, 5KM และ 10KM ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นของภูเก็ต เส้นทาง 2 กิโลเมตรอยู่ภายในพื้นที่ลากูน่าเพื่อความปลอดภัยของเด็ก ๆ ขณะที่ระยะ 5 กิโลเมตรพานักวิ่งผ่านบรรยากาศของหมู่บ้านท้องถิ่นอันงดงาม และระยะ 10 กิโลเมตรวิ่งเลียบถนนริมชายหาดที่เต็มไปด้วยวิวที่สวยน่าทึ่ง

ส่วน “Sunrise Run” ในเช้าวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงของ ฮาล์ฟมาราธอน (Half Marathon) ระยะทาง 21.1 กิโลเมตร และมาราธอน (Marathon) เต็มรูปแบบ  ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร  จะพานักวิ่งออกจาก ลากูน่า ภูเก็ต มุ่งหน้าสู่ บ้านดอน ต่อไปทางเหนือผ่าน ถลาง ไปจนถึง หาดในยาง ก่อนวนกลับโดยผ่าน หาดลายัน ตลอดเส้นทางนักวิ่งจะได้สัมผัสภาพของป่าเขตร้อน สวนยางพารา สวนสับปะรด ชายหาด หมู่บ้านท้องถิ่น และแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมของภูเก็ต ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของสนามนี้

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า “ลากูน่า ภูเก็ต มาราธอน ในวาระครบรอบ 20 ปี เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตในการเป็นเจ้าภาพอีเวนต์ระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ งานนี้ช่วยขยายภาพจำของภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยวพักผ่อน ไปสู่การเป็น active lifestyle destination ที่ผสานกีฬา สุขภาพ และการท่องเที่ยวคุณภาพเข้าไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง”








คุณประภา เหมมินทร์ ผู้ช่วยรองประธานกรรมการฝ่ายกิจกรรมองค์กร และพันธมิตรทางธุรกิจ ลากูน่าภูเก็ต กล่าวว่า “หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ ลากูน่า ภูเก็ต มาราธอน  ยังคงแข็งแรงและได้รับความนิยมมาตลอด 20 ปี คือความแข็งแกร่งของ ลากูน่า ภูเก็ต ในฐานะจุดหมายปลายทางการพักที่มอบประสบการณ์ด้านการบริการได้อย่างครบวงจรที่สุด เราเป็นเจ้าบ้านของประสบการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นรอบงานนี้ ตั้งแต่นักวิ่ง ไปจนถึงครอบครัว เพื่อน ผู้ติดตาม และผู้ชม จุดแข็งของเราคือการรวมเอาที่พักคุณภาพ สิ่งอำนวยความสะดวก ร้านอาหาร เวลเนส และกิจกรรมพักผ่อนไว้ในจุดหมายเดียว เพื่อมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น สะดวกสบาย และน่าจดจำ สำหรับปีครบรอบ 20 ปีนี้ ลากูน่า ภูเก็ต ได้ยกระดับความพร้อมมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับทั้งนักวิ่งและผู้คนรอบตัวเขา เราต้องการให้ทุกคนรู้สึกว่า ลากูน่า ภูเก็ต มาราธอน  เป็นช่วงเวลาพิเศษที่ทุกคนสามารถมาใช้ร่วมกันได้อย่างมีความสุข”


ด้าน คุณโรมัน ฟลอสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ภูเก็ต มาราธอน จำกัด กล่าวว่า “ปีที่ 20 ของ ลากูน่า ภูเก็ต มาราธอน เป็นก้าวต่อไปที่สำคัญของงาน เราได้เพิ่มรุ่นอายุใน 2KM Junior Run เพื่อเปิดประสบการณ์ให้เยาวชนและครอบครัว สานต่อรุ่นอายุ 70 ปีขึ้นไป เพื่อสะท้อนแนวคิดกีฬาที่ครอบคลุมคนทุกช่วงวัย และเปิดบทบาทของ running clubs มากขึ้นผ่าน Club Affiliate Program เพราะวันนี้พลังของวงการวิ่งขับเคลื่อนด้วย     คอมมิวนิตี้อย่างแท้จริง เป้าหมายของเราคือทำให้งานนี้เป็นงานประจำปีที่คนอยากกลับมาอีกทุกปี”


นักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกดื่มด่ำการพักผ่อนอันหรูหราในโรงแรมและรีสอร์ตในเครือ ลากูน่า ภูเก็ต จุดหมายปลายทางครบวงจรแห่งแรกในเอเชีย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่แข่งขัน มีบริการรถรับส่งและเรือรับส่งฟรีไปยังสนามแข่งขัน พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสำหรับห้องพัก โดยจองได้ที่ https://phuketmarathon.com/th/accommodation/ 


เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมความมันส์แห่งปีที่ วิ่งมาราธอน ลากูน่า ภูเก็ต โดย ซูเปอร์สปอร์ต ประจำปี 2569 พร้อมสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันในสนามวิ่งระดับนานาชาติท่ามกลางความงดงามของภูเก็ต ระยะการแข่งขันประกอบด้วย Marathon, Half Marathon, 10KM, 5KM และ 2KM Junior Run เปิดรับสมัครทางออนไลน์แล้วที่ www.phuketmarathon.com และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Laguna Phuket Marathon


 

 

คนดังสายบิวตี้ ร่วมเปิดตัวนวัตกรรมความงามมิติใหม่ จาก PharmaResearch ประเทศเกาหลีใต้


บริษัท เอสดับบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัด (SW HEALTHCARE CO., LTD) ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงามและเวชภัณฑ์ระดับพรีเมียม อย่างแบรนด์ REJURAN จัดงานเอ็กซ์คลูซีฟครั้งสำคัญ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่นวัตกรรมล่าสุดจาก PharmaResearch ประเทศเกาหลีใต้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Medical Aesthetic ภายใต้แนวคิด “Total Aesthetic Solution: The New Era of Aesthetic Excellence” สะท้อนวิสัยทัศน์ในการยกระดับมาตรฐานความงามสู่มิติใหม่ ผ่านโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟู บำรุง และดูแลผิวในระดับลึก เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูงสุด

     ภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติจากประเทศเกาหลีใต้ และแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิของไทย การถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง ตลอดจนเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองด้าน Regenerative Aesthetics ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์สำคัญของวงการความงามโลก ปิดท้ายด้วยพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม

    งานครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากคนดังในแวดวงบันเทิงและ KOL สายบิวตี้ อาทิ หยาดทิพย์ ราชปาล, ไก่ สุปราณี เจริญผล,  กลอย ประวีวรรณ สิงห์โต, จีจี้ ณัฐกุล พิมพ์ธงชัยกุล และ Earn Chayakun มาร่วมสร้างสีสันและสะท้อนภาพลักษณ์ความงามยุคใหม่        ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยการแสดงสุดพิเศษจาก วี วิโอเลต วอเทียร์ สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้ ประกอบด้วย Re N Tox  (รี-เอ็น-ท็อกซ์) โบทูลินัมท็อกซินชนิดเอ (Botulinum Toxin Type A) ที่ออกแบบมาเพื่อการลดเลือนริ้วรอยและฟื้นฟูผิวอย่างมีประสิทธิภาพ และ Cleviel (เคล-เวียล) ฟิลเลอร์นวัตกรรมใหม่จากไฮยาลูรอนิกแอซิดความเข้มข้นสูง ที่โดดเด่นด้านความคงตัวและผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

     บริษัท เอสดับบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัด มีประสบการณ์ในการนำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงาม เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากยุโรปและเอเชีย ให้กับโรงพยาบาล คลินิก และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ  ภายใต้ปณิธาน “Best Quality is our Commitment” อีกทั้งยังเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ REJURAN จากประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์ทุกรายการ   ได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.swhealthcare.co.th หรือโทร. 02-1086285







ดร.ศรีสุริยะ สุดภูมิใจ เวทีเจ้าของคนไทยผงาดสู่เวทีโลก แถลงใหญ่ “Mister United World 2026” พร้อมมอบรางวัล “หัตถานารายณ์” เชิดชูเกียรติผู้ทรงอิทธิพล

ประเทศไทยเตรียมจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการประกวดระดับสากล เมื่อ ดร.ศรีสุริยะ  สะริมิน ยุพเรศ  ประธานสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการวัยรุ่นไทยและวัยทำงาน และ  Organizations of Mister & Mister Teen United World  ประกาศศักดาความเป็นผู้นำ จัดงานแถลงข่าวใหญ่เปิดตัวประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดการประกวดสุภาพบุรุษระดับโลก "Mister United World 2026" และ "Mister Teen United World 2026" พร้อมจัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ "หัตถานารายณ์" ครั้งที่ 2 อย่างสมเกียรติ
        ปรากฏการณ์ Soft Power: ไทยเจ้าภาพ 30 ประเทศทั่วโลกในการแถลงข่าวครั้งนี้ ดร.ศรีสุริยะ ยืนยันความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับผู้เข้าประกวดจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวม 2 รุ่น กว่า 60 ชีวิต โดยมีกำหนดการจัดการประกวดอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยวสำคัญอย่าง กรุงเทพมหานคร และ พัทยา เพื่อผลักดันนโยบาย Soft Power ของไทยสู่สายตาชาวโลกผ่านเวทีสุภาพบุรุษพร้อมกันนี้ 
ได้มีการเปิดตัวและแต่งตั้งตัวแทนประเทศไทยที่จะทำหน้าที่เจ้าบ้านและเข้าแข่งขันบนเวทีโลก ได้แก่:
Mister United World Thailand 2026: คุณกร วชากร ศกุนะสิงห์
Mister Teen United World Thailand 2026: น้องโตโต้ ภูภัก อัจฉริยะฉาย
รางวัล "หัตถานารายณ์": เชิดชูเกียรติบุคคลผู้ทรงอิทธิพลไฮไลท์สำคัญของงานคือพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ "หัตถานารายณ์" ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไปที่มีผลงานโดดเด่นและสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมมากกว่า 140 รางวัล โดยมีบุคคลระดับแถวหน้าของเมืองไทยเข้ารับรางวัล อาทิ: คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล รับรางวัล “สุดยอดบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางด้านธุรกิจนางงาม และซอฟต์พาวเวอร์ ประเทศไทย”  กชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ Miss Grand Thailand 2025
ผู้คว้ารางวัล “สุดยอดนางงามมากความสามารถ ที่มีผลงานโดดเด่นและประสบความสำเร็จยอดเยี่ยมแห่งปี”
คุณ กฤติน จิกิตศิลปิน ( น๊อต แม็กซิม)
สาขา บุคคลผู้สร้างชื่อเสียงระดับประเทศยอดเยี่ยม แห่งปี 
คุณชุติมา จิระมงคล
นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา
*สาขา สุดยอดผู้บริหารองค์กรยอดเยี่ยมแห่งปี เป็นต้น
ดร.ศรีสุริยะ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดงานในครั้งนี้เป้าหมายสำคัญคือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการประกวดและการเชิดชูเกียรติบุคคลในสังคมไทย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และเยาวชนในการพัฒนาศักยภาพตนเองสู่ระดับสากลสืบไป




#MisterUnitedWorld2026
#MisterTeenUnitedWorld2026#รางวัลหัตถานารายณ์
#หัตถานารายณ์ครั้งที่2
#ThailandHost2026

เอ็นไอเอปั้นผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ รับมือโลกผันผวนด้วย “นวัตกรรมเชิงนโยบาย” เปิดหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ติวเข้มออกแบบนโยบายแห่งอนาคต เพิ่มความได้เปรียบไทยในเวทีโลก

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เดินหน้าพัฒนาและสร้างผู้นำรุ่นใหม่จากภาครัฐและเอกชนที่มีศักยภาพในการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบาย ชี้ 2 ทักษะสำคัญ ‘การมองอนาคต’ และ ‘การคิดเชิงระบบ’ คือทักษะที่ผู้นำในยุคโลกวิกฤตจำเป็นต้องมี พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงระบบในการขับเคลื่อนประเทศไทย สู่การเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันที่ยั่งยืน ผ่านหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (Public and Private Chief Innovation Leadership: PPCIL) ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยในปีนี้มีผู้บริหารรุ่นใหม่เข้าร่วมหลักสูตรจำนวน 83 ราย จาก 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคความมั่นคง ภาคการเมือง และสื่อมวลชน โดยมุ่งยกระดับความเข้มข้นของกระบวนการเรียนรู้ ผ่านการตั้งโจทย์ท้าทายเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ  

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยควรปรับเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking ไปสู่ System Thinking ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัด ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ ทั้งนี้ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้นวัตกรรมเติบโตอย่างแท้จริง  ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงสู่ตลาดในระดับสากล โดยจำเป็นต้องตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจะมีคุณค่าในบริบทใด สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ในประเทศใด และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนจึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย และตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการเปิดรับโอกาสใหม่ กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ด้านสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าว

สู่การเป็นผู้นำระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงของประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่

“กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนับสนุน ผ่านการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ 

เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทุกมิติ ผมเชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับประเทศ ขอให้ทุกท่านคิดเชิงระบบ คิดเชิงอนาคต คิดเชิงนวัตกรรม พร้อมกล้าตัดสินใจและกล้าขับเคลื่อนในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบาย และแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติได้จริง”

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า นิยามของ ‘ผู้นำ’ ในโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้นำยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ผู้บริหารจัดการ แต่ต้องเป็น ‘ผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ที่มี ‘วิสัยทัศน์’ และ ‘กล้า’ ขับเคลื่อนสิ่งใหม่ที่แตกต่างจากเดิม ท่ามกลางความท้าทายที่รวดเร็วและซับซ้อน สิ่งสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบาย คือ การมองภาพรวมทั้งระบบโดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และอาศัยพลังแห่งเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยใครเพียงคนเดียว

  “หลักสูตร PPCIL เปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการบ่มเพาะและพัฒนาผู้นำให้เพียบพร้อมด้วย ‘ความคิดเชิงนวัตกรรม’ และ ‘ความเข้าใจเชิงนโยบาย’ โดยเฉพาะทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ขอฝากให้ผู้นำทุกท่านน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กำกับการตัดสินใจ ความพอเพียงไม่ใช่การหยุดพัฒนา แต่คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีสติ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต”

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ความท้าทายของโลกในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งวิกฤตด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้ ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย (Policy Innovation)’ ก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปภาครัฐและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) จึงได้ริเริ่มหลักสูตร PPCIL มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 โดยตลอด 7 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้บริหารระดับนโยบายจาก 5 ภาคส่วนสำคัญ เข้าร่วมแล้วกว่า 536 คน และในรุ่นที่ 8 นี้ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 83 คน ทำให้ปัจจุบันหลักสูตร PPCIL ได้พัฒนาผู้นำแล้วทั้งสิ้น 619 คน ก่อให้เกิดข้อเสนอนวัตกรรมเชิงนโยบายมาแล้ว

กว่า 35 ข้อเสนอ ซึ่งหลายประเด็นได้รับการนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้จริง ทั้งในระดับองค์กรและระดับนโยบาย ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนา ‘ผู้นำการเปลี่ยนแปลง’ ที่สามารถบูรณาการความรู้

ด้านนวัตกรรม การคิดเชิงอนาคต และการออกแบบนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ พร้อมให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามภาคส่วน สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นจากหลักสูตรนี้ จึงไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่คือ ‘กระบวนการคิดเชิงนโยบาย’ และ ‘เครือข่ายความร่วมมือ’ ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง พร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่ และสร้างความได้เปรียบเชิงนโยบายให้ประเทศไทยในเวทีโลก”






ปรากฏการณ์ดนตรีแห่งปี! “เปี่ยมสุข” จับมือ “AssetWise” จัดใหญ่ “คอนเสิร์ตสืบสานเพลงสุนทราภรณ์ ๓” ขนทัพศิลปินระดับตำนานยันรุ่นใหม่ มอบความสุขเพื่อการกุศล ๕ กรกฎาคมนี้

เตรียมพบกับอุบัติการณ์ความสุขที่แฟนเพลงสุนทราภรณ์ตั้งตาคอย เมื่อ บริษัท เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ประกาศจัดงานคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ “คอนเสิร์ตสืบสานเพลงสุนทราภรณ์ ๓” (A Tribute to Suntaraporn's Legacy) ชวนย้อนรำลึกบรรยากาศความประทับใจผ่านบทเพลงอมตะและท่วงทำนองที่คิดถึง บรรเลงโดยวงสุนทราภรณ์เต็มวงแบบจัดเต็มทัพศิลปินคุณภาพ...จากรุ่นครูสู่คลื่นลูกใหม่ ครั้งนี้ถือเป็นการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของศิลปินหลากเจเนอเรชันที่จะมาถ่ายทอดเสน่ห์เพลงสุนทราภรณ์ให้ตราตรึงใจอีกครั้ง นำโดยศิลปินแห่งชาติและนักร้องชั้นครูอย่าง รวงทอง ทองลั่นธม, รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส, พรศุลี วิชเวช, อรวี สัจจานนท์  เสริมทัพด้วยศิลปินคุณภาพ อาทิ กัน-นภัทร, ปาน-ธนพร, ธัช-กิตติธัช, สปาย-ภาสกรณ์, ผิงผิง-สรวีย์ และเหล่าศิลปินดาวรุ่งจากคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์ พร้อมดำเนินรายการโดย โน๊ต-ศรัณย์ คุ้งบรรพต ความสุขที่มาพร้อมกับการ "ให้" นอกจากความสุนทรีทางดนตรีแล้ว คอนเสิร์ตในครั้งนี้ยังมุ่งเน้นการส่งต่อสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วยต่อไป

รายละเอียดการแสดง

วันอาทิตย์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. (รอบเดียวเท่านั้น) ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ราคาบัตร ๓,๘๐๐ / ๓,๒๐๐ / ๒,๘๐๐ / ๒,๕๐๐ / ๒,๒๐๐ และ ๑,๕๐๐ บาท พิเศษ! สำหรับบัตรราคา ๓,๘๐๐ บาท รับทันทีโปสเตอร์พร้อมของที่ระลึกสุด Exclusive


ช่องทางการจำหน่ายบัตร

- ช่วง Early Bird (๑๗ เมษายน - ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙) : จองก่อนใครพร้อม ส่วนลด ๕% ทุกที่นั่ง และฟรีค่าธรรมเนียม ผ่านช่องทาง Facebook: เปี่ยมสุขอนุรักษ์เพลงเก่า - Pieamsuk Family Music (๐๙.๐๐ - ๒๒.๓๐ น.)

- เปิดจำหน่ายทั่วไป (Public Sale) : ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป ผ่านทาง www.ticketmelon.com


มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานตำนานเพลงสุนทราภรณ์ และส่งต่อความสุขผ่านการทำบุญร่วมกันในคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดแห่งปี ๒๐๒๖


#คอนเสิร์ตสืบสานเพลงสุนทราภรณ์ครั้งที่3 #เปี่ยมสุขอนุรักษ์เพลงเก่า #PieamsukFamily #AssetWise #PieamsukxAssetWise

โครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT” หมัดเดียว...เปลี่ยนได้ คืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่า ใช้ “มวยไทย” พลิกโอกาสผู้ต้องราชทัณฑ์ เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต สู่การเริ่มต้นใหม่อย่างมีศักดิ์ศรี

ท่ามกลางความท้าทายของสังคมในการ “กลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่า” หนึ่งในแนวทางที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนเชิงบวก คือการนำ “กีฬา” มาเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงชีวิต และ “มวยไทย” กำลังกลายเป็นคำตอบสำคัญในมิตินั้น

“โครงการกำลังใจ…THAI FIGHT (INSPIRE…THAI FIGHT) หมัดเดียว…เปลี่ยนได้” คืออีกก้าวสำคัญของการต่อยอดพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาในการจัดตั้ง “โครงการกำลังใจ” เพื่อประทานโอกาสและความหวังแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์และผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย

โครงการดังกล่าวถูกพัฒนาให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน แกนนำในการขับเคลื่อนโดย บริษัท ไทยไฟท์ จำกัด ผู้จัดการแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT” ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันศิลปะมวยไทยสู่เวทีนานาชาติและได้รับพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลอย่างต่อเนื่อง จึงได้นำศาสตร์มวยไทยเข้ามาเป็นหลักในการพัฒนาโครงการนี้ให้ขับเคลื่อนอย่างทรงพลังผนึกกำลังรัฐ–เอกชน สร้าง “โอกาส” ครั้งสำคัญให้ผู้ต้องราชทัณฑ์

โครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT” ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ณ ทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง คลองหก จังหวัดปทุมธานี โดยได้รับเกียรติจาก  พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ (รองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจฯ) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงาน อาทิ

- พลตำรวจโท สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
- นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม
- นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์
- นางนลินนาถ ไกรนรา รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
- พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
- ผศ. จ.ส.อ.อเนชา เพียรทอง รองอธิบดีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ
- พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี
- พร้อม ดร.นพพร วาทิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยไฟท์ จำกัด ผู้ขับเคลื่อนคนสำคัญของโครงการนี้  ได้นำทีมนักมวยชื่อดังจาก THAI FIGHT เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง 

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง “โมเดลการพัฒนาเชิงระบบ” ที่ไม่ได้มองผู้ต้องราชทัณฑ์เพียงในมิติของการลงโทษ แต่คือ “ทรัพยากรมนุษย์” ที่สามารถได้รับโอกาสในการพัฒนาและกลับมาเป็นกำลังสำคัญของสังคม  

ดร.นพพร วาทิน กล่าวถึงแนวคิดของโครงการครั้งนี้ว่า “มวยไทย” เป็นมากกว่ากีฬา แต่เราต้องการนำมาเป็นเครื่องมือเปลี่ยนชีวิต” โครงการ กำลังใจ…THAI FIGHT จึงเป็นโครงการที่เราใช้ ‘มวยไทย’ มาเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิต เราไม่ได้มองมวยเป็นเพียงกีฬา แต่คือ ‘สะพานแห่งโอกาส’ ที่ช่วยพลิกชีวิตผู้ต้องราชทัณฑ์ สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดเส้นทางสู่อาชีพในอนาคต  เป้าหมายของเราคือการให้โอกาสได้กลับสู่สังคมอย่างยั่งยืน ให้เขามีทักษะ มีวินัย และมีศักดิ์ศรีในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง”

“หัวใจของโครงการ คือการนำนักมวยไทยมืออาชีพจากเวที THAI FIGHT เข้าไปฝึกสอนผู้ต้องราชทัณฑ์ในเรือนจำทั่วประเทศ พร้อมคัดเลือกผู้ที่มีศักยภาพเข้าสู่การแข่งขัน “THAI FIGHT LEAGUE” ในรูปแบบ “มวยคาดเชือก”เวทีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน แต่คือ “เวทีแห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้แสดงความสามารถ สร้างความภาคภูมิใจ และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพไม่ว่าจะก้าวสู่การเป็นนักมวย หรือเป็นผู้ฝึกสอนมวยไทยหลังพ้นโทษครับ” ดร.นพพร กล่าว

จากเรือนจำ สู่เวทีมวยจริง : เรื่องจริงที่สร้างแรงบันดาลใจ

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของโครงการ คือการนำนักมวยผู้ต้องราชทัณฑ์ 2 คน จากเรือนจำกลางเขาบิน จังหวัดราชบุรี เข้าร่วมแข่งขันใน THAI FIGHT LEAGUE เมื่อเดือนกันยายน 2568  ทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “โอกาส” สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้จริง จากผู้ต้องราชทัณฑ์สู่ “นักสู้บนสังเวียน” ที่ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องราชทัณฑ์คนอื่น ๆ ทั่วประเทศ

พร้อมเปิดประสบการณ์จริง จากห้องขังสู่ค่ายมวย ภายในงานเปิดตัวโครงการ สื่อมวลชนได้สัมผัสประสบการณ์จริงภายในทัณฑสถาน ผ่านกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

* การสาธิตการฝึกมวยไทยโดยนักมวยระดับโลก นำโดย “แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม”

* การพบกับนักมวยผู้ต้องราชทัณฑ์ 6 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันในโครงการ

* การถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ต้องขังที่กำลังจะก้าวสู่เส้นทางนักมวยอาชีพ

* การเยี่ยมชม “ค่ายมวยสิงห์หนุ่มพัฒนา” ภายในแดนการศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ฝึกฝนทักษะและวินัย

ภาพที่ปรากฏไม่ใช่เพียงการฝึกซ้อม แต่คือ “ความหวัง” ที่กำลังก่อตัวขึ้นในพื้นที่ที่หลายคนไม่เคยมีโอกาสเข้าถึง  มากกว่าทักษะร่างกาย คือการฟื้นฟู “คุณค่าความเป็นมนุษย์” และ “การรู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการให้อภัย”  โครงการ “กำลังใจ…THAI FIGHT” มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมวยไทยมีบทบาทสำคัญในการ

* เสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย
* ลดความเครียด และสร้างสมดุลทางอารมณ์
* ปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ
* ถ่ายทอดคุณค่าของกีฬา “รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย”

นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ต้องราชทัณฑ์สามารถนำทักษะไปต่อยอดเป็นอาชีพ เช่น ครูมวย ผู้ฝึกสอนการออกกำลังด้วยพื้นฐานมวยไทย หรือแม้แต่ก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับอาชีพ “หมัดเดียว…เปลี่ยนได้” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือความจริง

ในโลกที่โอกาสไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม โครงการนี้กำลังพิสูจน์ว่า “การให้โอกาส” คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง “กำลังใจ…THAI FIGHT” จึงไม่ใช่เพียงโครงการกีฬา แต่คือ “โมเดลต้นแบบ” ของการพัฒนาคน ที่ผสานพลังของวัฒนธรรมไทยเข้ากับการฟื้นฟูสังคมอย่างยั่งยืน

และสำหรับผู้ต้องราชทัณฑ์หลายคน “หมัดเดียว” บนเวทีมวย
อาจไม่ใช่เพียงการต่อสู้เพื่อชัยชนะ…
แต่คือ “หมัดแรก” ของการเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมีคุณค่า






เอ็นไอเอ เดินหน้าปั้นแบรนด์ท้องถิ่น – ปลุกความอยู่รอดของผู้ประกอบการไทยผ่าน “นิลมังกร รุ่น 4” หนุนสร้างนวัตกรรมสู่เศรษฐกิจโลคอลที่ช่วยให้เกิดการจ้างงานและเม็ดเงินหมุนเวียนได้จริง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ เปิดตัวโครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมระดับภูมิภาค “นิลมังกร รุ่นที่ 4” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและยกระดับผู้ประกอบการนวัตกรรมในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น และลดอัตราการไหลออกของคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในพื้นที่ พร้อมเผยกว่า 6 ปีที่ผ่านมา “นิลมังกร รุ่นที่ 1-3” สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นให้กับทั้ง 60 แบรนด์นวัตกรรมไทยเฉลี่ยแล้วกว่า 3.4 เท่าหรือกว่า 760 ล้านบาท ภายใน 1 ปีที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงต่อยอดการสร้างแบรนด์ให้กับผู้ประกอบการจากการคว้ารางวัลในเวทีต่างๆ และบางส่วนได้รับต่อยอดการลงทุนจากกลุ่มนักลงทุนแล้ว โดยแชมป์ปีล่าสุดคือ เจ้าของธุรกิจ PetGeneX: ธนาคาร Stem cells สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถเติบโตมากกว่า 7 เท่า 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ยุคแห่งความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลก ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคธุรกิจในระดับลึก โดยเฉพาะมิติ “พลังงาน” ที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผลกระทบจากความไม่มั่นคงในภูมิภาคยังส่งผลต่อ “การเคลื่อนย้ายแรงงาน” โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในหลายอุตสาหกรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ก่อสร้าง หรือเกษตรกรรม ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ควบคู่ไปกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายชั่วคราว แต่คือ ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งนี้ NIA มองว่าหัวใจสำคัญของการอยู่รอดและเติบโตท่ามกลางวิกฤต คือธุรกิจต้องมีการปรับตัว โดยเน้น 

3 แนวทาง ได้แก่ 1. สร้างความยืดหยุ่นของธุรกิจด้วยนวัตกรรม: ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น “ธุรกิจฐานนวัตกรรม” ซึ่งจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพอย่างจริงจัง เพื่อบริหารต้นทุนและคาดการณ์ความเสี่ยง รวมถึงการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ให้พึ่งพาแรงงานน้อยลงแต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถ “ล้มยาก และ ลุกไว” มากขึ้น 2. การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว: วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็นแรงกดดันเชิงนโยบายและการค้าในระดับโลก ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการ “ออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่” ที่ลดการพึ่งพาทรัพยากรและลดความเสี่ยงจากต้นทุนผันผวน ผู้ประกอบการที่ปรับตัวสู่ ESG หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน แต่ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการพึ่งพาแรงงานในบางกระบวนการ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และ 3. สร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนธุรกิจ: ในโลกที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น วิกฤตด้านพลังงาน แรงงาน และซัพพลายเชน สามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั้งระบบได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถอยู่ลำพังได้ NIA จึงมุ่งเน้นการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมภูมิภาค” ที่เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโซลูชันใหม่ๆ เช่น การพัฒนาแรงงานทักษะสูง (Upskill/Reskill) การเข้าถึงเทคโนโลยีทดแทนแรงงาน และความร่วมมือด้านนวัตกรรม ที่สามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที วิกฤตที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งพลังงาน แรงงาน และเทคโนโลยี กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ที่สำคัญที่สุดของการสร้างนวัตกรรม NIA พร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมและเป็นพี่เลี้ยงที่เคียงข้างผู้ประกอบการไทย เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนเหล่านี้ให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งกว่าเดิม

“นิลมังกรถือเป็นเครื่องมือในการยกระดับธุรกิจนวัตกรรมของผู้ประกอบการในแต่ละภูมิภาคของ ประเทศไทย ที่มีการนำอัตลักษณ์ วัตถุดิบในท้องถิ่น หรือความได้เปรียบในพื้นที่มาเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการใน 4 ด้านได้แก่ 1. การใช้นวัตกรรมเพิ่มจุดเด่น-สร้างจุดขาย 2. การวางแผนรูปแบบธุรกิจ 3. การพัฒนาเทคนิคการตลาดแบบใหม่ และ 4. การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ ซึ่งเป้าหมายของโครงการคือให้เกิดรายได้จากสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3 เท่า “นิลมังกร” จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การประกวด แต่เป็นแพลตฟอร์มสนามฝึกซ้อมเพื่อความอยู่รอดในโลกจริงให้กับผู้ประกอบการไทย ที่จะเป็นตัวอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจ หรือใช้กลยุทธ์ในการสร้างยอดขายให้กับผู้ประกอบการธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยมีจุดเด่น 3 เรื่อง คือ 1. เน้นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) มากกว่าแค่เรื่องเงินรางวัล เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน 2. ใช้เครื่องมือในการ "เจียระไน" ธุรกิจ เพื่อรีดศักยภาพการเติบโตของธุรกิจออกมาในรูปแบบการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ และ 3. การสร้างยอดขายที่เกิดขึ้นได้จริง ทุกธุรกิจที่ผ่านการคัดเลือกจะสร้างยอดขายที่สามารถเติบโตได้อย่างแน่นอน” ดร. กริชผกา กล่าวสรุป  ผศ.ดร. เกษมศักดิ์ อุทัยชนะ รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าจุดแข็งสำคัญของโครงการฯ คือการที่ไม่ได้มองผู้ประกอบการในมิติเดียวกันทั้งประเทศ แต่เปิดโอกาสให้แต่ละภูมิภาคได้นำศักยภาพและอัตลักษณ์เฉพาะตัวของพื้นที่มาพัฒนาเป็นจุดเด่นของธุรกิจ ซึ่งทางอุทยานวิทยาศาสตร์ในแต่ละภูมิภาคมีบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบการอยู่แล้ว ทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัย และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจและหน่วยงานในพื้นที่อย่าง หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาพันธ์เอสเอ็มอี และกลุ่มสมาคมนักธุรกิจทั่วภูมิภาค ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้สามารถมองเห็น ค้นหา และต่อยอดผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงได้อย่างตรงจุด โดยแนวทางการนำจุดแข็งเหล่านั้นมาต่อยอดให้ชัดเจน สร้างมูลค่าค่าเพิ่ม และสร้างความน่าสนใจให้กับสิ่งนั้นๆ เช่น ภาคเหนือ มีความแข็งแกร่งด้านเกษตรกรรมบนพื้นที่สูง สมุนไพร และอัตลักษณ์ล้านนา สามารถดึงมาต่อยอดธุรกิจในกลุ่มของ Creative Economy, AgriTech และ Health & Wellness ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เน้นการยกระดับเกษตรมูลค่าสูง เชื่อมกับ Bioeconomy และขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน ภาคใต้ มีทรัพยากรชีวภาพอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน การท่องเที่ยวทางทะเล และตลาดฮาลาล สามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจด้าน Marine Biotechnology และ Sustainability และภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เน้นธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้เร็ว และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมหลัก เช่น Digital Platform และ Industry Tech โดยปีนี้จะมี Inno-Biz Champion Hub ที่จัดขึ้นเพื่อทำงานแบบเชิงรุกมากขึ้น เช่น การเตรียมพร้อมก่อนเข้าแข่งขัน การช่วยขัดเกลาจุดแข็งของผู้ประกอบการแต่ละพื้นที่ ทั้งท่าทาง น้ำเสียง และวิธีการสื่อสาร โดยทีมพี่เลี้ยงจากอุทยานฯ และ NIA ส่วนภูมิภาค และการสนับสนุนต่อเนื่องหลังจบโครงการ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็น "นิลมังกร" จะไม่ใช่แค่ผู้ชนะบนเวที แต่จะเป็นผู้ประกอบการที่เติบโตได้จริงในตลาดต่อไป

อ.สพ. ชัยยศ ธารรัตนะ สัตวแพทย์ที่ปรึกษาด้านการฟื้นฟูสเต็มเซลล์ในสัตว์เลี้ยง PetGeneX เจ้าของแชมป์ “นิลมังกร เดอะ เรียลลิตี้” รุ่นที่ 3 กล่าวว่า PetGeneX เป็นการให้บริการธนาคารสเต็มเซลล์สำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet Stem Cell Biobanking) ที่ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บเซลล์ แต่เป็นการสร้าง “โอกาสการรักษาในอนาคต” ให้กับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่วันที่เขายังสุขภาพดี เพราะเชื่อว่าในอนาคตการแพทย์จะไม่ได้เริ่มต้นตอนที่สัตว์ป่วย แต่จะเริ่มตั้งแต่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันเจ้าของสัตว์ส่วนใหญ่ยังไม่มีเครื่องมือหรือทางเลือกในการเตรียมสิ่งนี้ไว้ตั้งแต่ต้น หลังจาก PetGeneX  ได้เข้าร่วมโครงการสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะโครงการนิลมังกรไม่ได้แค่ช่วยให้ตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้น แต่เปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจทั้งระบบ ประเด็นแรก เปลี่ยนจากการมองว่า “เรามีสินค้าที่ดี”  มาเป็น “เราจะทำให้คนจำนวนมากเข้าถึงสิ่งนี้ได้อย่างไร” จากเดิมที่โฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์ เราขยายมุมมองไปสู่ทั้ง customer journey ตั้งแต่การสร้างความเข้าใจ การตัดสินใจ ไปจนถึงประสบการณ์การใช้งานจริง ประเด็นที่สอง การคิดในเชิงระบบมากขึ้น ทั้งการวางโครงสร้างธุรกิจ การสร้างพาร์ทเนอร์ และการออกแบบโมเดลที่ทำให้บริการของเราสามารถเติบโตได้ในวงกว้าง และประเด็นที่สำคัญ เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้พัฒนาเทคโนโลยี” มาเป็น “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในตลาด” 

จากเดิมที่รอให้ตลาดเข้าใจเรา วันนี้ปรับบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และขับเคลื่อนให้ตลาดยอมรับนวัตกรรมของเรา สุดท้ายนี้ อยากจะฝากบอกว่าหากคุณมีนวัตกรรมที่ดี ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ดี นิลมังกรจะทำให้กลายเป็นธุรกิจที่คนทั้งประเทศเข้าใจ เข้าถึง ใช้ได้จริง และประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดด”

สำหรับผู้ประกอบการไทยจากทั่วทุกภูมิภาคที่สนใจเข้าร่วมโครงการการแข่งขันสุดยอดธุรกิจนวัตกรรมประเทศไทย หรือ “นิลมังกร แคมเปญ” รุ่นที่ 4 สามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 29 พฤษภาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://thailandinnobiz.nia.or.th/ มาร่วมกันพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก และวิกฤตจะเป็นเพียงแค่บันไดให้เราก้าวสู่ความสำเร็จที่สูงกว่าเดิม








สยามพิวรรธน์ ผนึกกำลัง กรุงเทพมหานคร ฉลอง Earth Day 2026 ชู “NEXTOPIA” สยามพารากอน ต้นแบบเมืองอากาศสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิตคนเมือง

กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำวิสัยทัศน์ ในการ เป็นผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน เดินหน้าพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล ด้วยการจับมือร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดงานฉลองวันคุ้มครองโลก (Earth Day) NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ในวันที่ 22 เมษายน 2569

การผนึกกำลังในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การจัดการคุณภาพอากาศภายใต้แนวคิดการสร้างเมืองที่ยั่งยืน เพื่อรณรงค์ให้ “อากาศสะอาด” กลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ชาวเมืองทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียม ซึ่งสอดรับโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 3 (สุขภาพที่ดี) ข้อที่ 11 (เมืองน่าอยู่) และข้อที่ 17 (ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา) ผ่านการผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับมาตรการทางปกครอง ที่เข้มแข็ง จากภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตที่น่าอยู่และปลอดภัย สำหรับคนทุกกลุ่ม

สยามพิวรรธน์ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด โดยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้กับวงการค้าปลีก ด้วยการเปิดตัว NEXTOPIA ณ สยามพารากอน ในฐานะพื้นที่ Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle แห่งแรกของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลถึง 2 รางวัลใหญ่ ได้แก่ มาตรฐาน อาคารเขียว EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced และมาตรฐานเพื่อ สุขภาวะ Fitwel ระดับ 2 ดาว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของประเทศไทย โครงการรีเทลสามารถคว้าทั้งสอง การรับรองนี้มาได้พร้อมกัน นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังถูกออกแบบภายใต้กรอบ ESG อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ:
Environmental: ลดการใช้พลังงานลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับอาคารมาตรฐานเดียวกัน พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศและฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง (DAIKIN, COWAY) และวัสดุก่อสร้าง Ultra Low VOCs (TOA) ที่ลดการปล่อยสารระเหยสู่ชั้นบรรยากาศ
Social: สร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาวะ (Wellness) ให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม (Inclusive Space) พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม
Governance: ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ โดยมีคณะ ทำงานด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะ (Sustainability Task Force) กำกับดูแลการบรรลุเป้าหมายการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ความสำเร็จดังกล่าว ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น Game Changer ที่บุกเบิกแนวคิดการบริหาร จัดการอาคารที่ประหยัดพลังงานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างสูงสุด ด้วยความเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยิ่งใหญ่ จะต้องเริ่มต้นจากระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ ESG และเป้าหมาย Net Zero 2050 ของสยามพิวรรธน์อีกด้วย
ในโอกาสสำคัญของวันคุ้มครองโลกประจำปี 2569 นี้ สยามพิวรรธน์จึงร่วมกับกรุงเทพมหานคร ยกระดับความ สำคัญของ “คุณภาพอากาศ” ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ที่คนไทยและคนทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น ละออง PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและเศรษฐกิจ โดยกรุงเทพมหานคร ได้เผยถึงผลการดำเนินงานเชิงรุกตลอด 4 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2569) ซึ่งกทม. สามารถลดค่าเฉลี่ย ฝุ่นละอองลงได้ถึงร้อยละ 50 ผ่าน “10 มาตรการหลัก” ที่ครอบคลุมตั้งแต่ การประกาศเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) การเข้มงวดตรวจจับควันดำ และการสร้างความร่วมมือ ในโครงการ Green List Plus รถคันนี้ลดฝุ่น ที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสภาพเครื่องยนต์ เพื่อลดมลพิษจากต้นทาง พร้อมทั้งยกระดับการเฝ้าระวังผ่านแอปพลิเคชัน AIRBKK ที่รายงาน ผลคุณภาพ อากาศได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตและปกป้องสุขภาพได้ทันท่วงที

เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเมืองต้นแบบอากาศสะอาด NEXTOPIA จึงได้ออกแบบ และวางระบบ โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ใส่ใจในทุกมิติของอากาศสะอาดภายในอาคาร (Indoor Air Quality) โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรชั้นนำระดับโลก อาทิ DAIKIN และ COWAY ในการติดตั้งระบบปรับอากาศ และเครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงที่สามารถกำจัดเชื้อโรค และสารปนเปื้อนในอากาศได้อย่างต่อเนื่อง ผสานกับการใช้นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างจาก TOA ที่เป็นผลิตภัณฑ์ Ultra Low VOCs หรือวัสดุที่ปล่อยสารระเหย ในระดับต่ำมากและปราศจากสารก่อมะเร็ง รวมถึงการนำ นวัตกรรมจากกลุ่ม The Founders และพันธมิตรกว่า 50 องค์กร มาร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่สดชื่น ปลอดภัย และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่ผู้มาเยือนตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นโมเดลต้นแบบที่สอดรับกับนโยบาย การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและห้องปลอดฝุ่นที่ทางกรุงเทพมหานครกำลังเร่งดำเนินการในโรงเรียนและศูนย์เด็ก
เล็กทั่วกรุง


ภายในงาน Earth Day วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ NEXTOPIA ยังได้จัดกิจกรรม “เมืองต้นแบบเพื่อ อากาศสะอาด” เพื่อสร้างความ ตระหนักรู้และสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นเวทีเสวนาเจาะลึก จากผู้เชี่ยวชาญ ถึงต้นตอปัญหาและผลกระทบของมลพิษทางอากาศ รวมถึงความสำคัญของการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละอองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญอาทิ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ดร.อุดม หงส์ชาติกุล, คุณพรพรหม วิกิตเศรษฐ์, พ.อ. น.พ. ครรชิต ปิยะเวชวิรัตน์, รศ. ดร. สิงห์ อินทรชูโต พร้อมกันนี้ยังมีการจัดกิจกรรม Green Giveaway มอบต้นไม้ฟอกอากาศฟรีให้แก่ผู้ร่วมงาน เพื่อสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่วนตัวภายในที่พัก อาศัย เพียงประชาชนร่วมดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน AIRBKK และกดติดตาม Instagram @NEXTOPIA เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สยามพิวรรธน์และกรุงเทพมหานครมีความเชื่อมั่นร่วมกันว่า กิจกรรมในวันนี้จะเป็นการส่งสัญญาณ ความพร้อมในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองแห่งอากาศบริสุทธิ์อย่างยั่งยืน โดยมี NEXTOPIA เป็นสัญลักษณ์ ของการผสมผสานระหว่างไลฟ์สไตล์ทันสมัยและความรับผิดชอบต่อโลก ภายใต้กรอบการดำเนินธุรกิจ ESG
ที่ชัดเจน โปร่งใส และวัดผลได้ เพราะเราเชื่อว่าเมืองที่น่าอยู่และอากาศที่สะอาดจะเกิดขึ้นได้ เมื่อได้รับแรง สนับสนุน และการลงมือทำอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาชน
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมืองต้นแบบเพื่ออากาศสะอาดและสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นได้ตั้งแต่วันนี้ ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน หรือติดตามรายละเอียด และความเคลื่อนไหว ของโครงการผ่านช่องทาง Social Media ของสยามพารากอน และ NEXTOPIA ได้ในทุกช่องทาง

#SiamParagon #NEXTOPIA #EarthDay2026 #กรุงเทพมหานคร #อากาศสะอาด #Sustainability #AIRBKK


เขย่าวงการ‘เพลงคลาสสิก’! The Showhopper เปิดตัวคอนเสิร์ต “PRIMA DONNA : The Opera Soirée” ดึง 2 ศิลปินไทยดีกรีอินเตอร์ สร้างประสบการณ์โอเปร่า สุดตราตรึง

The Showhopper สร้างปรากฏการณ์ให้วงการดนตรีคลาสสิกไทยอีกครั้ง เปิดตัวโปรเจกต์ล่าสุด “PRIMA DONNA : The Opera Soirée by Pin Sasinee & Kant Lormsomboon” โดยพลังเสียงโซปราโนของ ‘ปิ่น ศศินี’ และฝีไม้ลายมือการเล่นเปียโนระดับ World Class ของ ‘ดร. กันต์ ล้อมสมบูรณ์’ จะเป็นคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของโอเปร่า ในรูปแบบร่วมสมัย ผ่านประสบการณ์การรับชมที่ใกล้ชิดและเปี่ยมคุณภาพ เปิดมิติใหม่ของการเสพดนตรีคลาสสิกให้เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ยังคงความงดงามและพลังของศิลปะดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน

หัวใจสำคัญของคอนเสิร์ตครั้งนี้อยู่ที่การรวมความพิเศษของสองศิลปินคลาสสิกชาวไทยระดับอินเตอร์ นำโดย “ปิ่น – ศศินี อัศวเจษฎากุล” นักร้องเสียงโซปราโนผู้ผ่านการฝึกฝนจาก University of Music and Performing Arts Vienna ประเทศออสเตรีย และเป็น Vocal Coach ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินแถวหน้าของไทย อาทิ  อิงค์ วรันธร, โบกี้ไลอ้อน และ วี-วิโอเลต ผสานการบรรเลงอย่างลึกซึ้งโดย “ดร.กันต์ ล้อมสมบูรณ์” นักเปียโนคลาสสิกผู้เคยขึ้นแสดงบนเวทีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Carnegie Hall, Walt Disney Concert Hall และ Konzerthaus Berlin ซึ่งการโคจรมาพบกันของทั้งสองถือเป็นการสะท้อนศักยภาพของศิลปินไทยบนเวทีสากลได้อย่างโดดเด่น

ภายใต้แนวคิด “Prima Donna” หรือ “ตัวแม่” แห่งโลกโอเปร่า คอนเสิร์ตจะพาผู้ชมดำดิ่งสู่บทเพลงของคีตกวีระดับตำนานอย่าง Mozart, Puccini และ Bellini ก่อนจะร้อยเรียงต่อเนื่องไปสู่บทเพลงจากมิวสิคัลชื่อดังและบทเพลงจากแอนิเมชันที่อยู่ในความทรงจำ ถ่ายทอดผ่านเทคนิคการขับร้องแบบคลาสสิกที่ทั้งทรงพลังและเปี่ยมอารมณ์ สร้างประสบการณ์ที่ทั้งเข้าถึงง่ายและตราตรึงใจในทุกช่วงเวลา พร้อมเติมเต็มสีสันของการแสดงด้วยแขกรับเชิญพิเศษ “ครูกิต – กิตตินันท์ ชินสำราญ” และ “เอิร์ธ ภัทรวี” ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของบทเพลงในแต่ละรอบการแสดงอย่างแตกต่าง

คอนเสิร์ต “PRIMA DONNA : The Opera Soirée” จะจัดแสดง ณ ศาลาสุทธสิริโสภา (Sala Sudasiri Sobha) หอแสดงดนตรีคลาสสิกที่ได้รับการออกแบบด้านอะคูสติกอย่างพิถีพิถันเพื่อรองรับการแสดงดนตรีสดโดยไม่ใช้เครื่องขยายเสียง เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสทุกรายละเอียดของเสียงดนตรีอย่างใกล้ชิดและเป็นธรรมชาติ

โดยจะเปิดการแสดงในวันที่ 20 และ 21 มิถุนายน 2569 วันละ 2 รอบ เวลา 13:00 น. และ 19:00 น. พร้อมเปิดจำหน่ายบัตรรอบ Early Bird ในวันที่ 24 เมษายน 2569 และรอบ Public Sale ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ในราคาตั้งแต่ 1,800 – 3,000 บาท

ด้วยรูปแบบการนำเสนอที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัยอย่างลงตัว “PRIMA DONNA : The Opera Soirée” จึงไม่ใช่เพียงคอนเสิร์ต หากแต่เป็นประสบการณ์ทางดนตรีที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้เข้าถึงความงดงามของโอเปร่าในมิติใหม่อย่างแท้จริง และนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับวงการดนตรีคลาสสิกไทยสู่เวทีสากลอย่างน่าจับตามอง

คอนเสิร์ต “PRIMA DONNA : The Opera Soirée” เปิดจำหน่ายบัตรรอบ Early Bird วันที่ 24 เมษายน 2026 (10:00 น.) ทาง LINE Official: @theshowhopper https://lin.ee/O3DPFS7  รอบ Public Sale วันที่ 1 พฤษภาคม 2026 (10:00 น.)ทาง Ticketmelon https://bit.ly/primadonnaconcert

เงื่อนไขการจองบัตร :

เมื่อชำระเงินแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรอบ ยกเลิก หรือคืนเป็นเงินสดได้
จำกัดอายุผู้เข้าชม 5 ปีขึ้นไป
สามารถลงทะเบียนเข้างานได้ 1 ชั่วโมงก่อนเวลาแสดง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง LINE Official: @theshowhopper
#PRIMADONNACONCERT #PinSasineexKantLormsomboon #theshowhopper


© all rights reserved
made with by templateszoo