“ศุภจี” ชู 64 SMEs ต้นแบบ สร้างมูลค่าเจรจา FTA กว่า 571 ล้านบาท

 กรุงเทพฯ – 17 กันยายน 2569 – ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “FTA Fast Track เปิดมุมมอง สร้างโอกาส ต่อยอดธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก”

โดยมี นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม

นางศุภจี กล่าวว่า SMEs เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยในจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยเกือบ 1 ล้านราย มากกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สร้างรายได้ให้ประเทศในสัดส่วนประมาณ 34–35%

ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกของไทยมีประมาณ 30,000 ราย และกว่า 22,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก หรือประมาณ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างรายได้จากการส่งออกในสัดส่วนประมาณ 14% สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพของ SMEs ให้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ

“สิ่งที่เราต้องการผลักดันคือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเกิดได้ง่าย และโตได้เร็ว ไม่ใช่เกิดแล้วต้องหายไปหรือเติบโตได้ยาก กระทรวงพาณิชย์และ สสว. จึงต้องร่วมกันเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ให้สามารถแข่งขันได้ในโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น พร้อมทำให้กฎระเบียบและการเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ง่ายขึ้น และเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้มากขึ้น” นางศุภจี กล่าว

สำหรับโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางศุภจี กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมในเบื้องต้นประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจ จำนวน 64 ราย ซึ่งสามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 170 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท

“แม้วันนี้จะเป็นผู้ประกอบการเพียง 64 ราย แต่หากเราไม่เริ่มจากจุดนี้ เราจะก้าวต่อไปได้อย่างไร ทุกความสำเร็จต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน ขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ประกอบการทั้ง 64 รายที่ผ่านกระบวนการอย่างเข้มข้น และสามารถสร้างธุรกิจได้จริง” นางศุภจี กล่าว

พร้อมกันนี้ นางศุภจี ได้ฝาก 3 มุมมองสำคัญให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด ได้แก่

  1. เปิดมุมมองให้กว้างกว่าตลาดเดิม โดยตลาดโลกยังมีโอกาสอีกมาก ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในมิติของประเทศและการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด
  2. ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพราะ FTA เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตลาดและการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้
  3. ไม่หยุดเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องต่อยอดและเติบโตในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

“โลกยังเปลี่ยนต่อไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งความซับซ้อนและวิกฤตต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดอยู่แค่อินเดีย นอร์เวย์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะโลกยังกว้างอีกมาก และกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำ FTA และเปิดตลาดให้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็ต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะสูตรที่เคยสำเร็จในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นางศุภจี กล่าว

นอกจากนี้ นางศุภจี ได้ขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ทำหน้าที่เป็น Role Model และแรงบันดาลใจให้กับ SMEs ไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นว่า หากมีการพัฒนาศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม SMEs ไทยก็สามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกและประสบความสำเร็จได้

กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ในด้านแหล่งเงินทุนและการพัฒนาศักยภาพ

ด้าน นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศได้นำคณะผู้ประกอบการ SMEs ไทยเดินทางไปเปิดตลาด เจรจาจับคู่ธุรกิจ และสำรวจตลาดใน 3 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท แบ่งเป็น อินเดีย 91,839,900 บาท นอร์เวย์ 386,986,752 บาท และสวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท

กลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป/เกษตรนวัตกรรม อาทิ ข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้งพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรั่ม และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รวมถึงกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/ไฟ LED

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดและศึกษาดูงานกับผู้ประกอบการชั้นนำในแต่ละประเทศ อาทิ ศูนย์ค้าส่ง LOTS Wholesale Solutions และเครือข่ายค้าปลีก US Dollar Store ในอินเดีย ผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ Asian Food ในนอร์เวย์ รวมถึงการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว

นางอารดา กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศจะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่ ขยายตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสทางการค้า และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดโลก






ศูนย์คุณธรรมจัด “Moral Hackathon 2026” ปีที่ 5 เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่สร้างนวัตกรรมด้วยคุณธรรม

ศูนย์คุณธรรมขับเคลื่อนสังคมด้วยนวัตกรรม เดินหน้าจัด “Moral Hackathon 2026” ปีที่ 5 เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่เปลี่ยนโลกด้วยคุณธรรม

กรุงเทพฯ — ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) หน่วยงานในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ตอกย้ำบทบาทการเป็น “ศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรมขับเคลื่อนคุณธรรมของสังคมไทย” โดยมุ่งมั่นดำเนินภารกิจด้านการส่งเสริม พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านคุณธรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งความดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยถึงแนวทางการออกแบบนวัตกรรมทางสังคมว่า ศูนย์คุณธรรมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายใต้แนวคิด “Moral Touchable : คุณธรรมที่คุณสัมผัสได้” โดยมุ่งปรับเรื่องคุณธรรมให้เข้าใจง่าย ใกล้ตัว และประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมเน้นสร้างคุณธรรมที่ “วัดได้ กินได้ และสัมผัสได้จริง” เพื่อร่วมขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ศูนย์คุณธรรมเดินหน้าขับเคลื่อนและส่งต่อพลังความดีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายผลสู่กลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ “Moral Hackathon 2026” โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Moral Hack (a bit) เปลี่ยนนิด ชีวิตดี” เพื่อมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคม ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว โดยการแข่งขันเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่จำนวนผู้สมัคร คุณภาพของผลงาน และการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา

รูปแบบโครงการ Moral Hackathon 2026

โครงการ Moral Hackathon 2026 มุ่งเน้นการเปลี่ยนการทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้และพัฒนานวัตกรรมทางสังคมอย่างเป็นระบบ 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

  • ค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ (Boot Camp): จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17–19 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทำความเข้าใจโจทย์ และร่วมบ่มเพาะไอเดียกับเพื่อน ๆ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ
  • กิจกรรมบ่มเพาะไอเดีย (Ideation Workshop): การติวเข้มเพื่อต่อยอดและกลั่นกรองแนวคิดของ 8 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ ระหว่างวันที่ 3–4 กันยายน 2569 ให้มีความคมชัดและเป็นไปได้จริงก่อนเข้าสู่รอบตัดสิน
  • กิจกรรมทบทวนความก้าวหน้า (Progress Review): เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้เห็นจุดบกพร่องและปรับปรุงชิ้นงานให้ดียิ่งขึ้น โดยต้องนำเสนอความคืบหน้าให้แก่เมนเทอร์ เพื่อตรวจสอบว่าผลงานเดินถูกทางและสามารถพัฒนาให้ทันตามเวลาที่กำหนด
  • การแข่งขันรอบสุดท้าย (Final Pitching): เวทีระดมสมอง คิด ออกแบบ พัฒนา และนำเสนอผลงานในรอบตัดสินสุดท้าย เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

ผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมจากศูนย์คุณธรรม เพื่อการันตีศักยภาพและการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางสังคม

โครงการ Moral Hackathon 2026 เป็นเวทีที่สะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมของศูนย์คุณธรรม ในการเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้ร่วมออกแบบแนวคิดสร้างสรรค์ ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์ บริการ หรือกระบวนการ เพื่อพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบนวัตกรรมขับเคลื่อนสังคม

ภายหลังผ่านการอบรมในกิจกรรม Boot Camp และการติวเข้มในรอบ Ideation Workshop ทีมผู้เข้าแข่งขันทั้ง 8 ทีมสุดท้ายที่มีผลงานโดดเด่น พร้อมเข้าสู่การแข่งขันรอบตัดสิน (Final Pitching) และพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเดอะ ควอร์เตอร์ รัชโยธิน กรุงเทพฯ เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

ศูนย์คุณธรรมขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมรับชมการนำเสนอผลงานและการตัดสินรอบ Final Pitching ผ่านทาง Facebook Page: Moral Spaces ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ความรู้และกิจกรรมของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้ทางเว็บไซต์ www.moralcenter.or.th/th/



กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือ สจล. เปิด ThaiFestData.com ยกระดับข้อมูลเทศกาลไทย 77 จังหวัด

 เปิดตัวเว็บไซต์ ThaiFestData.com ฐานข้อมูลกลางด้านเทศกาลและประเพณีไทย เชื่อมโยงข้อมูลเทศกาล ศิลปิน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม พร้อมมอบรางวัลกิจกรรมประกวดภาพถ่าย “เลนส์เล่าเรื่อง เมืองมรดกไทย”

กรุงเทพมหานคร – 16 กันยายน 2569 – กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Thailand Festival Data Intelligence for Festival Economy” โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี และ ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เพชรภา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. เป็นผู้กล่าวรายงาน ณ ห้อง CDC Ballroom คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร

โครงการ “Thailand Festival Data Intelligence for Festival Economy” จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านเทศกาลและประเพณีไทย โดยนำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในการรวบรวม จัดระบบ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงข้อมูลทางวัฒนธรรมจากทั่วประเทศ ให้มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานมีการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ ThaiFestData.com ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการ สำหรับรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเทศกาลและประเพณีไทยไม่น้อยกว่า 700 ชุดข้อมูล ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัด เชื่อมโยงกับข้อมูลศิลปิน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่เอื้อต่อการพัฒนาวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เพชรภา รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สจล. กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและความสำคัญของโครงการว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าและหลากหลาย แต่ข้อมูลด้านเทศกาล ประเพณี และทุนทางวัฒนธรรมยังมีการจัดเก็บอยู่ในหลายหน่วยงานและหลายรูปแบบ การพัฒนาระบบข้อมูลกลางจึงมีความสำคัญต่อการรวบรวม เชื่อมโยง และนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและ สจล. จึงเป็นการนำองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การบริหารจัดการข้อมูล และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลที่สามารถนำไปใช้สนับสนุนทั้งการวางแผนเชิงนโยบาย การพัฒนาการท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ศิลปิน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และชุมชน

ด้านนางสาวลิปิการ์ กำลังชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานในพิธี กล่าวว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและหลากหลาย ทั้งเทศกาล ประเพณี ศิลปะการแสดง ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิต ซึ่งไม่เพียงสะท้อนรากเหง้าและอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน แต่ยังสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางสังคมและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

“การขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นระบบ มีมาตรฐาน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โครงการ Thailand Festival Data Intelligence for Festival Economy จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลวัฒนธรรมของประเทศ เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบาย การวางแผนพัฒนาพื้นที่ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและชุมชนทั่วประเทศ”

เว็บไซต์ ThaiFestData.com มิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลเทศกาลเท่านั้น แต่ได้รับการพัฒนาให้เป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงข้อมูล ผู้คน ชุมชน และโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเปิดให้ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ ชุมชน นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ

ฐานข้อมูลดังกล่าวสามารถสนับสนุนการวิเคราะห์ศักยภาพของเทศกาลในแต่ละพื้นที่ การวางแผนจัดกิจกรรมและเส้นทางท่องเที่ยว การประชาสัมพันธ์เทศกาลให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจให้แก่ศิลปิน ช่างฝีมือ ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และชุมชนเจ้าของวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก

การดำเนินโครงการยังสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “5C Plus 1” ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่มุ่งนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดผ่านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถนำคุณค่าทางวัฒนธรรมมาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิต โดยอาศัยข้อมูล องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นกลไกสำคัญ

นอกจากการเปิดตัวเว็บไซต์แล้ว ภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัลกิจกรรมประกวดภาพถ่าย “เลนส์เล่าเรื่อง เมืองมรดกไทย” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดเสน่ห์ เรื่องราว และคุณค่าของเทศกาลและประเพณีไทยผ่านภาพถ่าย ตลอดจนรวบรวมผลงานภาพถ่ายที่สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และมรดกทางวัฒนธรรมจากพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

กิจกรรมดังกล่าวแบ่งการพิจารณาผลงานออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยมีรางวัลชนะเลิศ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัลชมเชย พร้อมจัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลภายในงาน เพื่อเผยแพร่คุณค่าของมรดกวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองของประชาชน

ภายในงานยังจัดแสดงนิทรรศการนำเสนอแนวคิด ผลการดำเนินงาน และองค์ประกอบสำคัญของโครงการ รวมถึงบทบาทของข้อมูลในการเชื่อมโยงเทศกาล ชุมชน ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมไปต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจเทศกาล หรือ Festival Economy อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและเทคโนโลยี นักวิชาการ เครือข่ายวัฒนธรรม ศิลปิน ปราชญ์ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ชุมชน และภาคีจากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งร่วมกันพัฒนาข้อมูลให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสะท้อนบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่

ทั้งนี้ โครงการได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ Eventpass, Local Alike, สมาคมการค้าการตลาดและการท่องเที่ยวไทย หรือ IMTA และเครือข่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย หรือ CPOT ในการร่วมเชื่อมโยงข้อมูล การประชาสัมพันธ์ และการต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจจากทุนทางวัฒนธรรม

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มุ่งหวังให้โครงการ Thailand Festival Data Intelligence for Festival Economy และเว็บไซต์ ThaiFestData.com เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านข้อมูลเทศกาลและประเพณีไทยที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับการใช้ประโยชน์ของทุกภาคส่วน และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการถ่ายทอด ดูแล และนำข้อมูลทางวัฒนธรรมของตนเองไปต่อยอดอย่างเหมาะสม

ประชาชน หน่วยงาน และผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลเทศกาลและประเพณีไทยจากทั่วประเทศได้ที่ www.thaifestdata.com เพื่อร่วมค้นหา เรียนรู้ และเผยแพร่เสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ





CJ MORE เปิดตัวโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” ติดดาวให้ของดี ติดโอกาสให้ท้องถิ่น เติบโตสู่ตลาดทั่วประเทศ

ซีเจ มอร์ (CJ MORE) เปิดตัว “CJ STAR ของดีติดดาว” มุ่งสร้างโอกาสให้สินค้าดีจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ และผู้ประกอบการรายเล็กได้พัฒนาศักยภาพ ขยายช่องทางขาย เพิ่มโอกาสทางการตลาดเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านเครือข่ายร้าน CJ MORE กว่า 2,100 สาขา ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัด ตั้งเป้ายกระดับผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชนเติบโตก้าวกระโดด พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศในอนาคต

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เปิดเผยว่า ซีเจ มอร์ (CJ MORE) เดินหน้าสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าดีจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผ่านโครงการ “CJ STAR ของดี ติดดาว” โครงการที่มุ่งค้นหาและยกระดับสินค้าของดีจากท้องถิ่น ให้ก้าวไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

โดย CJ MORE จะทำหน้าที่เป็นทั้ง “ผู้ค้นหาและผู้สนับสนุน” ด้วยการลงพื้นที่เพื่อค้นหาสินค้าที่มีศักยภาพจากผู้ประกอบการรายเล็ก ก่อนนำมาพัฒนาต่อยอดให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดในวงกว้าง ทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน รูปลักษณ์สินค้า และบรรจุภัณฑ์

พร้อมทั้งถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลัง คุณค่า และความตั้งใจของคนทำของดี รวมถึงเปิดพื้นที่ให้สินค้าได้พบกับผู้บริโภคผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายของ CJ MORE โดยเริ่มต้นผ่านเครือข่ายร้าน CJ MORE กว่า 538 สาขา ในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก และพร้อมเดินหน้าขยายโอกาสอย่างต่อเนื่องไปยังเครือข่ายร้าน CJ MORE ที่เปิดให้บริการแล้วกว่า 2,100 สาขา ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ได้รับการติดดาวทั้งสิ้น 14 ราย รวม 21 รายการสินค้า ซึ่งถือเป็นตัวแทน “ของดี” จากชุมชนต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายทั้งอาหาร ขนม เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

ความพิเศษคือ สินค้าเหล่านี้จะได้วางขายในบริเวณพื้นที่หัวชั้น “CJ STAR ของดีติดดาว” ในร้าน CJ MORE เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง

นายเสถียร กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากความเชื่อว่าในประเทศไทยยังมีของดีอีกมาก โดยเฉพาะของดีในชุมชนซึ่งมีคุณค่าและศักยภาพที่จะไปได้ไกล แต่สิ่งที่ขาดคือโอกาส เพราะเบื้องหลังสินค้าหนึ่งชิ้นไม่ได้มีเพียงตัวสินค้า แต่คือความตั้งใจ ภูมิปัญญา และเรื่องราวของคนทำของดีในชุมชน ที่ต้องการโอกาสให้สินค้าของเขาได้เติบโต

“เราตั้งใจให้ CJ STAR ของดี ติดดาว เป็นมากกว่าโครงการสนับสนุนสินค้า แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกในการเชื่อมต่อของดีจากท้องถิ่น กับโอกาสทางการตลาด และส่งต่อเรื่องราว คุณค่า และความภาคภูมิใจของคนทำของดีจากชุมชนไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ” นายเสถียร กล่าว

สำหรับเป้าหมายในอนาคต จากจุดเริ่มต้นในวันนี้ CJ MORE พร้อมเดินหน้าค้นหา “ของดี” และ “คนทำของดี” จากชุมชนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมติดดาวให้กับสินค้าที่มีศักยภาพ และส่งต่อโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้เติบโตไปอีกขั้น

ในอนาคตมุ่งขยายโครงการ “CJ STAR ของดีติดดาว” ไปสู่พื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนและต่อยอดโอกาสให้ของดีเหล่านี้ได้เติบโตและขยายตลาดไปสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อให้ดาวของคนทำของดีจากทุกชุมชนได้เปล่งประกายและไปได้ไกลกว่าที่เคย

“เป้าหมายของโครงการ CJ STAR ของดีติดดาว ไม่ได้มุ่งเพียงนำสินค้าเข้ามาวางจำหน่าย แต่ต้องการติดดาวให้ของดี และติดโอกาสให้ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีพื้นที่ในการเติบโต มีช่องทางในการเข้าถึงตลาด และสามารถเปลี่ยนความตั้งใจในการทำของดีให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะ CJ MORE เชื่อว่าทุกโอกาสที่ได้รับ ไม่เพียงสร้างโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังเป็นพลังและกำลังใจสำคัญให้คนทำของดีได้เดินหน้าต่อ และเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด” นายเสถียร กล่าวทิ้งท้าย







JPARK เปิดตัว “GJ PARK” อาคารจอดรถครบวงจร มูลค่ากว่า 590 ล้านบาท ตอกย้ำผู้นำ Parking Management ต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่

 “เจนก้องไกล” เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจ เปิดตัว “GJ PARK” อาคารจอดรถครบวงจรภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล มูลค่าการลงทุนกว่า 590 ล้านบาท พร้อมนำเทคโนโลยีบริหารพื้นที่จอดรถสมัยใหม่มาเพิ่มความสะดวกและประสิทธิภาพการให้บริการ สะท้อนการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Parking Management สู่การพัฒนาและบริหารโครงการขนาดใหญ่ครบวงจร เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายสันติพล เจนวัฒนไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนก้องไกล จำกัด (มหาชน) หรือ JPARK เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ “GJ PARK” อาคารจอดรถครบวงจรแห่งใหม่ภายในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 590 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการใช้พื้นที่จอดรถของผู้มาใช้บริการศูนย์การแพทย์ บุคลากร ตลอดจนประชาชนที่เข้ามาใช้บริการและทำกิจกรรมภายในพื้นที่ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โครงการ GJ PARK ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการยกระดับพื้นที่จอดรถให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเดินทางและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างสะดวก รวดเร็ว และเป็นระบบ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลาย

สำหรับระบบบริหารจัดการภายใน GJ PARK บริษัทฯ ได้นำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้าน Parking Management มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ พร้อมติดตั้งเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดขั้นตอนการใช้บริการ อาทิ ระบบอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์อัตโนมัติ หรือ License Plate Recognition (LPR), ระบบแนะนำพื้นที่จอดรถ หรือ Parking Guidance และระบบชำระค่าบริการแบบไร้เงินสด หรือ Cashless Payment รวมถึงระบบสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้การเข้า–ออกอาคารจอดรถมีความคล่องตัวมากขึ้น ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาพื้นที่ว่างได้สะดวก ลดระยะเวลาในการวนหาที่จอดรถ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการหมุนเวียนของรถยนต์ภายในอาคาร โดย JPARK ให้ความสำคัญทั้งในด้านความสะดวก ความปลอดภัย และคุณภาพการให้บริการ

นอกจากการเพิ่มพื้นที่รองรับรถยนต์แล้ว GJ PARK ยังได้รับการออกแบบให้สามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมและบริการโดยรอบ ภายในโครงการมีพื้นที่สำหรับร้านค้าและบริการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้ามาใช้บริการ และช่วยเพิ่มศักยภาพของอาคารจอดรถให้สามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่รองรับยานพาหนะ

ทั้งนี้ โครงการ GJ PARK สอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของ JPARK ที่มุ่งขยายขีดความสามารถจากการให้บริการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถ ไปสู่การพัฒนาและบริหารโครงการที่มีรูปแบบและขนาดหลากหลายมากขึ้น โดยนำจุดแข็งด้านองค์ความรู้ ประสบการณ์ บุคลากร และเทคโนโลยีที่บริษัทสั่งสมมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการและพันธมิตร

ขณะเดียวกัน โครงการดังกล่าวยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายแหล่งรายได้และฐานธุรกิจของบริษัทในระยะยาว เนื่องจากเป็นการต่อยอดธุรกิจหลักไปสู่รูปแบบการดำเนินงานที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น พร้อมรองรับความต้องการใช้บริการพื้นที่จอดรถและโครงสร้างพื้นฐานที่มีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของเมือง สถานพยาบาล และพื้นที่ให้บริการสาธารณะ

“GJ PARK ไม่ได้เป็นเพียงอาคารจอดรถแห่งใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนของการนำความเชี่ยวชาญด้าน Parking Management มาพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ สร้างประโยชน์ให้แก่พื้นที่โดยรอบ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่บริษัท เราเชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญในการต่อยอดสู่โครงการใหม่ ๆ และสนับสนุนการเติบโตของ JPARK ในอนาคต” นายสันติพลกล่าว

ทั้งนี้ JPARK ยังคงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจบนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพื้นที่จอดรถแบบครบวงจร พร้อมศึกษา Opportunities ในการพัฒนาโครงการใหม่และขยายช่องทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการ และการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว





ดารายกทัพฉลอง 47 ปี “ห้างโรบินสัน” ส่งต่อ “วันสุข” ทั่วไทย


“ลาเต้–คิม–คอปเปอร์–ฟีฟ่า–แม้ก–ตี๋–เฮง–นอร์ท–อ๊อตโต้” สร้างโมเมนต์สุดคึกคัก พร้อมเดินหน้าจัดเต็มกิจกรรม–โปรโมชัน ถึง 22 ก.ย. 69

เรียกว่าฉลองใหญ่สมกับ 47 ปี “ห้างโรบินสัน” เมื่อห้างสรรพสินค้าโรบินสันในเครือเซ็นทรัล รีเทล ยกขบวนความสุขไปทั่วประเทศ กับแคมเปญ “ROBINSON 47th ANNIVERSARY – 47 ปี วันนี้วันสุข” ที่ได้รับความสนใจจากครอบครัวทั่วไทยในหลากหลายพื้นที่ ผ่านทั้งแฟชั่น กิจกรรมสุดใกล้ชิดกับศิลปิน และโมเมนต์แห่งการส่งต่อความสุขสู่ชุมชน ตอกย้ำการเป็นห้างคู่คนไทยตลอดเส้นทาง 47 ปี พร้อมส่งต่อความสุขให้ “ทุกวันคือวันสุข ที่ห้างโรบินสัน”

ประเดิมความคึกคักที่ห้างโรบินสัน สระบุรี กับแฟชั่นโชว์ชุดพิเศษที่ยกทัพแฟชั่นจากโซนใหม่ “R STREET” พร้อมโซนแบรนด์แฟชั่นชั้นนำมารวมไว้บนรันเวย์เดียวกัน

โดย “R STREET” เป็นโซนแฟชั่นเทรนดี้ที่รวบรวมหลากหลายแบรนด์ไว้ในที่เดียว ครอบคลุมแฟชั่นผู้หญิง ผู้ชาย และยูนิเซ็กซ์ ทั้งแบรนด์แฟชั่นยอดนิยมและแบรนด์ของห้าง เพื่อขยายฐานสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบแฟชั่นและมองหาสไตล์ที่สะท้อนตัวตน พร้อมเติมเต็มทางเลือกด้านแฟชั่นให้ห้างโรบินสันรองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้หลากหลายยิ่งขึ้น

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและได้รับความสนใจจากลูกค้าและแฟนคลับที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฉลอง โดยมี 4 หนุ่มฮอตจากค่ายดูมันดิ ได้แก่ ลาเต้–ธนรรถชล, คิม–พงศธร, คอปเปอร์–ภูริวัจน์ และฟีฟ่า–ธนัช นำทีม พร้อมด้วย โบนัส–ธนเดช จาก DAPPER, ตั้ม–วราวุธ จาก GOLDEN ZEBRA และใยไหม–ชินารดี จาก PLAYBOY

เสริมทัพด้วย KOL จากแบรนด์ ARROW, BEARBERRY, BEMING, CHERILON, DEBLU, FOX PLAY, GIORDANO, GQ, HEAVY, ROVING FOX, SARAN และ WARIN รวมถึงนายแบบ–นางแบบจากแบรนด์ G2000, HARA, HUSH PUPPIES, JACK RUSSEL, LEE, NATURE, NIYOM JEANS, T-NO และ WRANGLER ที่มาร่วมอัปเดตเทรนด์แฟชั่นบนรันเวย์ฉลอง 47 ปี เรียกเสียงกรี๊ดและเติมบรรยากาศแห่งความสนุกตลอดงาน

ก่อนส่งต่อโมเมนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แฟน ๆ กับกิจกรรม “47 Lucky Fans” ที่ได้ทำกิจกรรมและใกล้ชิดกับทั้ง 4 หนุ่มแบบสุดฟิน

อีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญคือกิจกรรมประมูลกระเป๋าพร้อมลายเซ็นจากทั้ง 4 หนุ่ม ที่ชวนแฟน ๆ เปลี่ยนโมเมนต์แห่งความสุขให้กลายเป็นพลังแห่งการ “ให้” โดยรายได้จากการประมูลทั้งหมด รวมกับเงินสมทบจากห้างสรรพสินค้าโรบินสัน รวมเป็นเงิน 47,000 บาท มอบให้แก่เหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลและการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ สะท้อนความตั้งใจของห้างโรบินสันในการเติบโตเคียงข้างและสร้างคุณค่าให้กับชุมชน

จากสระบุรี ความสุขยังถูกส่งต่อไปถึงภาคอีสานที่ห้างโรบินสัน อุบลราชธานี กับหนุ่มฮอต แม้ก–กรธัสส์ ที่มาร่วมฉลอง 47 ปี ท่ามกลางการต้อนรับจากแฟนที่มาร่วมงานอย่างคึกคัก พร้อมเปิดโอกาสให้ 30 Lucky Fans ได้ร่วมกิจกรรมและสัมผัสโมเมนต์สุดใกล้ชิด สะท้อนอีกหนึ่งบรรยากาศแห่งความสุขของการฉลอง 47 ปีที่เกิดขึ้นในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ

สายแฟชั่นก็สนุกไม่แพ้กัน เมื่อ “ROBINSON SUPER JEANS WEEK” งานยีนส์งานใหญ่ขอร่วมฉลอง 47 ปี ห้างโรบินสัน ยกขบวนแบรนด์ยีนส์ชั้นนำ มาพร้อม 4 ที่สุดของยีนส์ ทั้ง “ครบที่สุด” กับยีนส์ครบทุกสไตล์จากแบรนด์ดังทั้งไทยและต่างประเทศในงานเดียว, “ดีลดีที่สุด” กับไอเทมยีนส์ลดสูงสุด 70% เฉพาะรุ่นและแบรนด์ พร้อมใช้คะแนนลดเพิ่มและเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 30% ตามเงื่อนไขที่กำหนด, “เทรนดี้ที่สุด” กับแฟชั่นโชว์อัปเดตเทรนด์แบบติดขอบรันเวย์ และ “สนุกที่สุด” กับโชว์สุดพิเศษจากเหล่าเซเลบริตี้เดนิมไอคอน

พร้อมเรียกเสียงกรี๊ดจากแฟน ๆ ที่ห้างโรบินสัน นครศรีธรรมราช กับ ตี๋–บุญยเกียรติ และเฮง–ทัตพงศ์ ก่อนส่งต่อความสนุกมายังห้างโรบินสัน ระยอง กับ นอร์ท–ชัชพล และอ๊อตโต้–สรนันท์ ที่มาร่วมเติมความคึกคักและสร้างโมเมนต์ใกล้ชิดกับแฟน ๆ ท่ามกลางบรรยากาศการฉลอง 47 ปี และแฟชั่นยีนส์แบบจัดเต็ม

ความสุขยังไปต่อ! ฉลอง 47 ปี จัดเต็มกิจกรรมถึง 22 กันยายน 2569

การฉลอง 47 ปี ห้างโรบินสัน ยังเดินหน้าส่งต่อ “วันสุข” อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ชวนทุกครอบครัวมาร่วมสนุกและสร้างโมเมนต์ดี ๆ ไปด้วยกัน กับกิจกรรมพิเศษที่ยังมีให้ร่วมฉลอง ได้แก่

  • “แชะ & แชร์ สุขทุกช็อต สนุกทุกโมเมนต์” | วันนี้ – 22 กันยายน 2569
    ร่วมสนุกรับบัตรของขวัญโรบินสัน 1,000 บาท จำนวน 3 รางวัล เพียงถ่ายภาพที่โฟโต้บูธ และแชร์ความประทับใจผ่าน Facebook ของคุณ พร้อมติดแฮชแท็ก #โรบินสัน47ปีวันนี้วันสุข และตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ ที่ห้างโรบินสันทุกสาขา (ยกเว้นจังซีลอน)
  • “สไลเดอร์กาชาปอง” | วันนี้ – 18 กันยายน 2569
    ช้อปภายในห้างฯ ครบ 1,000 บาท/ใบเสร็จ ร่วมกิจกรรมสไลเดอร์จับของรางวัล เฉพาะที่ห้างโรบินสัน สระบุรี
  • “กิจกรรมวงล้อแจกสุข” | 19 กันยายน 2569
    นำใบเสร็จที่ช้อปภายในห้างฯ (ไม่มีขั้นต่ำ) มาแสดงที่จุดกิจกรรม เพื่อรับ 1 สิทธิ์ในการหมุนวงล้อและรับของรางวัล เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ
  • “โรบิ้น คาเฟ่” | วันนี้ – 20 กันยายน 2569
    รับฟรีเมนูเซตสุดพิเศษ หรือแลกซื้อในราคา 47 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ที่ 5 สาขา ได้แก่ รังสิต, เชียงใหม่, อุบลราชธานี, สระบุรี และหาดใหญ่

“ช้อปคุ้ม” ต่อเนื่องกับโปรโมชันฉลอง 47 ปี

ความสุขยังมาพร้อมความคุ้ม เมื่อห้างโรบินสันผนึกกำลังพันธมิตร จัดเต็มโปรโมชันและสิทธิพิเศษตลอดแคมเปญ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) ได้แก่

  • สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ลดสูงสุด 30–50%
  • สินค้าลดพิเศษ 47% และสินค้า One Price 470 บาท คัดสรรไอเทมพิเศษให้ช้อปในราคาสุดคุ้ม
  • รับคูปองส่วนลดและเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 7,500 บาท สำหรับสมาชิก The1 และผู้ถือบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ เมื่อช้อปตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • รับคะแนนเพิ่ม 4,700 คะแนน สำหรับสมาชิก The1 เมื่อช้อปสะสมครบ 50,000 บาทขึ้นไป และลงทะเบียนผ่าน The1 App ตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • สมาชิกบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน รับคะแนนเพิ่ม 40,000 คะแนน เมื่อช้อปครบ 70,000 บาทขึ้นไป จำกัดรวม 20 สิทธิ์ตลอดรายการ
  • บินฟรีกับ Nok Air สำหรับสมาชิก The1 ที่มียอดช้อปสะสมสูงสุด 10 อันดับแรก และมียอดช้อปขั้นต่ำ 200,000 บาท รับบัตรโดยสารเครื่องบิน Nok Air ไป–กลับภายในประเทศ รางวัลละ 2 ที่นั่ง รวมมูลค่ารางวัลกว่า 200,000 บาท
  • สมาชิก The1 รับ Gift Card มูลค่า 5,000 บาท เมื่อช้อปครบ 80,000 บาท จำกัด 40 สิทธิ์

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทุกโมเมนต์แห่งความสุขกับแคมเปญ “ROBINSON 47th ANNIVERSARY – 47 ปี วันนี้วันสุข” วันนี้ – 22 กันยายน 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันทั่วประเทศ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ช้อปที่ครบ คุ้ม และสะดวกยิ่งขึ้น ผ่าน Robinson Chat & Shop, Robinson Personal Shopper on Demand, Central App และเว็บไซต์ central.co.th ตลอด 24 ชั่วโมง

ติดตามข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมพิเศษได้ทาง Facebook Page: Robinson Department Store แล้วมาร่วมฉลองอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทาง 47 ปีของห้างโรบินสัน ส่งต่อความสุขให้ “ทุกวันคือวันสุข ที่ห้างโรบินสัน” ไปด้วยกันทั่วประเทศ






กระหึ่มเอเชีย! ชุดไทยพระราชนิยม–ชุดนักกีฬาทีมชาติไทย ขึ้นบิลบอร์ดกลางย่านกินซ่า กรุงโตเกียว

 “กระทรวงวัฒนธรรม” เดินหน้าผลักดัน CHUD THAI สู่เวทีโลก โรดโชว์ญี่ปุ่น 17–18 ก.ย. นี้ ก่อนลุ้น UNESCO พิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ธันวาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ย่าน Ginza (กินซ่า) กรุงโตเกียว แหล่งช็อปปิ้งชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น วันนี้ (16 ก.ย. 2569) บนบิลบอร์ดจอใหญ่ได้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทยในศึก Asian Games 2026 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งออกแบบโดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้คอนเซปต์ “The Art of Unity” หรือ “ศิลปะแห่งความเป็นหนึ่งเดียว”

โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แห่งแบรนด์ “SIRIVANNAVARI” ทรงออกแบบและทรงร่วมเป็นนางแบบพรีเซนต์ผลงาน ซึ่งในจอบิลบอร์ดดังกล่าวมีพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในแคมเปญดังกล่าวด้วย

นอกจากนี้ ยังมีชุดไทยพระราชนิยม (CHUD THAI) แสดงบนบิลบอร์ดดังกล่าวด้วย โดยกระทรวงวัฒนธรรมเตรียมจัดงาน “CHUD THAI KNOWLEDGE, CRAFTSMANSHIP AND PRACTICES OF THE THAI NATIONAL COSTUME” ระหว่างวันที่ 17–18 กันยายน 2569 ณ อาคารเฮียวเคกัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โดยในวันที่ 18 กันยายน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จะทรงเป็นองค์ประธานในการแสดงแบบ “ชุดไทยพระราชนิยม”

ขณะที่นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเดินทางไปร่วมงานดังกล่าว เพื่อเผยแพร่เกี่ยวกับ “ชุดไทย” สู่เวทีโลก

การจัดงานครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการผลักดัน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ UNESCO ในเดือนธันวาคม 2569 นี้ ภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ต่อการสืบสาน ต่อยอด และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทย อันมีรากฐานจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง





คิกออฟ “Thai Food Good Health” นำร่องเขตสุขภาพที่ 5 ยกระดับอาหารไทยสู่มาตรฐานอาหารสุขภาพสากล ปักธง “77 จังหวัด 770 เมนู” เปลี่ยน Soft Power เป็น Health Power สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ

กระทรวงสาธารณสุข เปิดตัว “Thai Food Good Health” ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานอาหารสุขภาพระดับสากล นำร่องเขตสุขภาพที่ 5 จังหวัดสุพรรณบุรี การันตี 80 เมนูอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้มาตรฐาน อร่อย มีคุณค่า ใส่ใจสุขภาพ ตั้งเป้า 77 จังหวัด 770 เมนู ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน พร้อมอัปเกรดคุณภาพจากมาตรฐานระดับ 3 ดาว สู่ 5 ดาว ดัน Soft Power อาหารไทยสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพให้ประเทศ

วันที่ 13 กันยายน 2569 ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิทยาเขตสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงานขับเคลื่อนนโยบาย “Thai Food Good Health: ยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่มาตรฐานอาหารสุขภาพระดับสากล”

โดยมี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, ดร.สรชัด สุจิตต์ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร, ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, นพ.ชัยวัฒน์ พัฒนาพิศาลศักดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ เขตสุขภาพที่ 5, ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข, คณะอาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยสวนดุสิต, ผู้ประกอบการร้านอาหาร, โรงแรม, เชฟ, นักโภชนาการ/นักกำหนดอาหาร, อสม. และภาคีเครือข่าย เข้าร่วม

นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขขับเคลื่อน “นโยบายเสาหลักสาธารณสุขไทย” ภายใต้แนวคิด “สุขภาพดีทุกช่วงวัย สร้างเศรษฐกิจไทย ด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญา” โดยหนึ่งในนโยบายสำคัญคือ การเปลี่ยนสุขภาพให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย และบริการเวลเนส ให้มีมาตรฐานและความปลอดภัย สามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ และแข่งขันในตลาดโลกได้

อาหารไทยไม่ได้มีคุณค่าเพียงด้านรสชาติ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสุขภาพที่ดี ถือเป็น Soft Power ทางวัฒนธรรมที่สำคัญ สามารถเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้เป็นการยกระดับอาหารไทยจากที่มีชื่อเสียงด้านความอร่อยและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ไปสู่ “อาหารไทยที่อร่อย มีคุณค่า และใส่ใจสุขภาพ” ด้วยการผสมผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย สมุนไพร และภูมิปัญญาอาหารไทย เข้ากับหลักโภชนาการและความปลอดภัยด้านอาหาร โดยไม่เปลี่ยนเสน่ห์หรือรสชาติของอาหาร แต่เพิ่มคุณค่าด้านสุขภาพเข้าไป เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประกอบการ ไม่เป็นเพียงการมอบป้ายรับรอง แต่มุ่งหวังให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์และเติบโตไปพร้อมกัน ผ่านการพัฒนาศักยภาพเมนู การเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และสิทธิประโยชน์ในการจัดแสดงนิทรรศการ การประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของกระทรวงฯ รวมถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจเพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า พื้นที่เขตสุขภาพที่ 5 มีความพร้อมทั้งความหลากหลายของวัตถุดิบ ศักยภาพผู้ประกอบการ และความเข้มแข็งของเครือข่ายสาธารณสุข ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับอาหารไทยและอาหารจากสมุนไพรไทยให้เข้าถึงง่าย มีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยเฉพาะโรงเรียนการเรือนที่มีชื่อเสียงและความเชี่ยวชาญด้านอาหาร ในการพัฒนาหลักเกณฑ์ แนวทางการดำเนินงาน และองค์ความรู้ เพื่อสร้างโมเดลต้นแบบก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “77 จังหวัด 770 เมนู หนึ่งระบบมาตรฐาน Thai Food Good Health”

โดยมอบหมายกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับเขตสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่าย ค้นหาและพัฒนาอาหารอัตลักษณ์ท้องถิ่นจังหวัดละ 10 เมนู รวม 770 เมนู บนหลักโภชนาการ ความปลอดภัย และคุณค่าต่อสุขภาพ

พร้อมทั้งวางเส้นทางยกระดับคุณภาพจากมาตรฐานระดับ 3 ดาว ไปสู่ระดับ 4 ดาว “Taste Excellence” และระดับ 5 ดาว “Global Wellness Menu” เตรียมความพร้อมสู่ตลาดสุขภาพและตลาดนานาชาติ ตลอดจนจัดทำเป็นฐานข้อมูลเมนูอาหารสุขภาพอัตลักษณ์ไทยต่อไป

“Thai Food Good Health ไม่ใช่เพียงตรารับรองอาหารเพื่อสุขภาพ แต่เป็นกลไกที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์สำคัญ 4 ข้อ คือ ประชาชนสุขภาพดี ผู้ประกอบการเติบโต ชุมชนมีรายได้ และเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศเดินหน้า เราจะร่วมกันยกระดับอาหารไทยให้เป็นอาหารที่อร่อย มีคุณค่า และใส่ใจสุขภาพ พร้อมนำภูมิปัญญาไทยก้าวสู่ตลาดสุขภาพระดับโลก” นายพัฒนา กล่าว

ด้าน ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ดำเนินโครงการส่งเสริมการรับรู้การบริโภคอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ “Thai Food Good Health” เพื่อพัฒนาและยกระดับการบริโภคอาหารไทยเพื่อสุขภาพ เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารให้มีต้นแบบในการนำเมนูอาหารไทยไปใช้ดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากลในฐานะ Soft Power ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

โครงการดังกล่าวนำร่อง 8 จังหวัดในเขตสุขภาพที่ 5 ได้แก่ สุพรรณบุรี, ราชบุรี, กาญจนบุรี, นครปฐม, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเกณฑ์ประเมินเมนูอาหาร TFGH มาทดลองตรวจประเมินและทดสอบเมนูอาหารสุขภาพอัตลักษณ์สมุนไพรท้องถิ่นจากร้านอาหารที่ขอรับการรับรอง จำนวน 80 เมนู เพื่อถอดบทเรียนและทดสอบเกณฑ์มาตรฐาน

พร้อมมอบป้ายสัญลักษณ์ “เมนูมาตรฐาน Thai Food Good Health” เพื่อการันตีคุณภาพและความปลอดภัย ให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น รวมถึงมีการจัดนิทรรศการแสดงเมนูอาหารมาตรฐานจากผู้ประกอบการในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการประกวดแข่งขันปรุงเมนูอาหารสุขภาพระดับประเทศจากวัตถุดิบอัตลักษณ์ท้องถิ่นในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 5 โดยมีเชฟตัวแทนทั้ง 8 จังหวัด ประชันฝีมือใน 3 ประเภท ได้แก่ อาหารคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม ประเภทละ 8 ทีม ทีมละ 2 คน เพื่อเฟ้นหาเมนูชนะเลิศ 9 เมนู








© all rights reserved
made with by templateszoo