“โอ๋ ภัคจีรา - ดิว อริสรา” ควงคู่โชว์หุ่นเป๊ะ เปิดตัว “OH LALA BURON” สูตรใหม่สายกินดึก

สองสาวตัวแม่แห่งวงการบันเทิง “โอ๋ ภัคจีรา - ดิว อริสรา” แท๊กทีมส่งต่อเคล็ดลับความสวยมั่น หุ่นเซี๊ยะ เปิดตัว “OH LALA BURON” เสริมอาหารสูตรกลางคืน ตอบโจทย์คนที่มีไลฟ์สไตล์จัดหนักมื้อเย็น กินดึกอย่างมั่นใจ 

เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ได้ไม่น้อย หลังปรากฎภาพแฟชั่นสองแม่เสือสาวปรากฏในสื่อโซเชียลต่างๆ “โอ๋ - ภัคจีรา วรรณสุทธิ์” และ “ดิว - อริสรา ทองบริสุทธิ์” จับมือมาอวดความสวยเป๊ะ โชว์หุ่นสุดปัง ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ พร้อมแนะนำน้องใหม่ “OH LALA BURON” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรกลางคืน แชร์มุมมองการดูแลรูปร่าง และมีเคล็ดลับดีๆ มาบอกสายที่ชอบกินมื้อค่ำ หรือผู้ที่ชอบจัดหนักในมื้อเย็น แต่ยังต้องการดูแลรูปร่างควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตประจำวัน

“โอ๋”  เล่าว่า เคยมีคนบอกว่า ผู้หญิงพออายุเพิ่มความแซ่บจะลดลง โอ๋ก็เลยพิสูจน์ให้ดูว่า อายุเพิ่มได้แต่ความสวย ความมั่นใจไม่เคยลดค่ะ  จากที่เคยถูกเรียกว่าขาวอวบ หนุบหนับ วันนี้ขอเป็นเวอร์ชั่นที่ใส่อะไรก็สนุก มองกระจกกี่ครั้งก็ยิ้ม บางคนแข่งกับคนอื่นส่วนโอ่แข่งกับตัวเองเวอร์ชั่นเมื่อวานก็พอ

“ถ้าใครที่เป็นแฟน OH LALA จะรู้ดีอยู่แล้วนะคะว่าโอ๋เนี่ย เริ่มตั้งแต่เปิดตัวผลิตภัณฑ์มาจนถึงตอนนี้โอ๋ก็ยังคงทานอยู่นะ เป็นแฟนกันอย่างต่อเนื่อง หรือสูตรใหม่ๆ อยากทดลอง ใครที่อยากลงลิฟต์เนี่ย เจอ จ่าย จบแน่นอนค่ะ” 

 “ดิว”  บอกว่า “ตั้งแต่ได้เจอพี่โอ๋ก็ฝาก OH LALA ไว้ให้ทาน ต้องขอบคุณพี่โอ๋มากที่มาป้ายยา แล้วหลังจากทานไปประมาณ 1 เดือน ดิวลงไปประมาณ 5 กิโลฯ เราก็ฟีดแบ็กกับพี่โอ๋ไปว่าน้ำหนักเท่ากับ 5 ปีที่แล้วจ้า จนวันนี้ดิวได้รับโอกาสดีๆ ร่วมงานกับพี่โอ๋เป็นพรีเซนเตอร์ “OH LALA BURON” ตอนนี้คัมแบคชีวิตแฮปปี้มาก ยืนยันไม่ได้ปักพุงได้สูตรเด็ดมาจากพี่โอ๋ สร้างความมั่นใจ บอกได้เลยว่าเริ่ดมาก

ตั้งแต่น้ำหนักลดลง คนทักเยอะจะชอบเข้าใจว่าดิวปักปากกา แต่วันนี้ดิวมาเฉลยเลยนะว่าลงลิฟต์ด้วย OH LALA และดูแลสุขภาพควบคู่กันไป ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ดีแล้วก็ง่าย ไม่มีไซด์เอฟเฟกต์อะไร คือ เราเป็นพรีเซนเตอร์ที่กล้าพูดได้อย่างตรงไปตรงมากับทุกคนค่ะ "  

OH LALA BURON เข้าใจชีวิต คนที่เลี่ยงมื้อดึกไม่ได้ ….





Quattro Design ถอดรหัสตลาด Luxury โลก ชูธง ‘ผ้าไทย’ สู่เฟอร์นิเจอร์ระดับสากล ยกระดับสินค้าชุมชน–ขับเคลื่อน Soft Power สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย - Quattro Design (ควอตโตร ดีไซน์) ผู้นำด้านเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบภายในระดับลักชัวรี เดินหน้าวางทิศทางธุรกิจใหม่รับการเติบโตของตลาดการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีและการออกแบบภายในเฉพาะบุคคล (Bespoke Interior Design) พร้อมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืน ผ่านการนำวัสดุไทยและงานคราฟต์จากชุมชนมาต่อยอดสู่ตลาดลักชัวรีอินทีเรียร์ โดยพัฒนาเฟอร์นิเจอร์สั่งทำ (Custom-Made Furniture) งานบุเฟอร์นิเจอร์ (Upholstery) และสายผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์จากผ้าไทย เพื่อสร้างทั้งมูลค่าใหม่ให้วัสดุท้องถิ่น โอกาสทางรายได้แก่ชุมชนช่างฝีมือ และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มที่อยู่อาศัยระดับบน ธุรกิจโรงแรมและบริการ รวมถึงงานออกแบบเพื่อการสะสม ซึ่งให้ความสำคัญกับความเฉพาะตัว คุณค่าทางวัฒนธรรม แหล่งที่มาของวัสดุ และงานออกแบบที่มีเรื่องราว

การเปลี่ยนแปลงของตลาดลักชัวรีทั่วโลกสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคไม่ได้มองหาความหรูหราในเชิงสถานะเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความมีเอกลักษณ์ และคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่า ตลาดเฟอร์นิเจอร์ลักชัวรีทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 31,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะเติบโตแตะ 39,790 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 ขณะที่ตลาดการออกแบบภายในทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 137,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 175,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และงานออกแบบภายในที่ผสานไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมเข้ากับคุณค่าด้านสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม

คุณเหมี่ยว–พราวพรรณ เลาหพงศ์ชนะ ดีไซน์ไดเรคเตอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ Quattro Design กล่าวว่า “ตลาดลักชัวรีในวันนี้เปลี่ยนจากการซื้อของแพง ไปสู่การลงทุนในสิ่งที่มีความหมาย ลูกค้าไม่ได้ต้องการเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่สวย แต่ต้องการชิ้นงานที่สะท้อนตัวตน มีเรื่องราว และไม่เหมือนใคร สำหรับ Quattro Design ความยั่งยืนจึงไม่ได้หมายถึงการเลือกใช้วัสดุเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการออกแบบชิ้นงานที่มีคุณค่า ใช้งานได้ยาวนาน และช่วยให้ทักษะของช่างฝีมือไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจ นี่คือเหตุผลที่งานสั่งทำเฉพาะบุคคล (Custom-Made) งานฝีมือเชิงช่าง (Craftsmanship) และวัสดุที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจะมีบทบาทมากขึ้นในตลาดการออกแบบภายในระดับไฮเอนด์”

พลิกโฉม “ผ้าไทยชุมชนดอนกอย” สู่เวทีสากลภายใต้โครงการ Thailand Gallery 

อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเฟอร์นิเจอร์และการออกแบบภายในของ Quattro Design คือการได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นผู้ดูแลงานออกแบบในโครงการ Thailand Gallery ซึ่งเป็นความริเริ่มของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ร่วมกับ กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเป้าหมายในการนำเสนอศักยภาพและ Soft Power ของไทย ผ่านงานออกแบบและนวัตกรรมร่วมสมัย โดยในโครงการดังกล่าว Quattro Design รับหน้าที่ตีความพื้นที่ การจัดวาง และศิลปะการเล่าเรื่อง (Storytelling) ของเฟอร์นิเจอร์และวัสดุสิ่งทอ โดยเลือกนำ “ผ้าย้อมครามดอนกอย” เป็นผ้าที่ได้รับการพัฒนาและต่อยอดภายใต้แนวพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณวรีนารีรัตน์ราชกัญญา ซึ่งมีความโดดเด่นด้านเนื้อสัมผัส เทคนิคการผลิต และเอกลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ไทย มาเป็นหัวใจหลักในการนำเสนอ จับคู่กับเฟอร์นิเจอร์แบรนด์หรูระดับโลก Eichholtz (ไอค์โฮลทซ์) จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยตั้งใจฉีกกรอบการนำเสนอผ้าไทยแบบดั้งเดิม และยกระดับผ้าไทยให้เป็นวัสดุงานออกแบบระดับพรีเมียม ผ่านการนำมาบุลงบนเฟอร์นิเจอร์ในลักษณะเฟอร์นิเจอร์เชิงประติมากรรม (Sculptural Furniture) สะท้อนความหรูหราร่วมสมัย ที่สามารถสื่อสารกับนักออกแบบและกลุ่มลูกค้าลักชัวรีชาวยุโรปได้อย่างเป็นธรรมชาติ


“สิ่งที่เราพบจากโครงการนี้คือ เมื่อผ้าไทยถูกนำเสนอในบริบทที่ถูกต้อง ผู้ชมต่างชาติไม่ได้มองผ้าไทยเป็นเพียงผ้าดั้งเดิม แต่เห็นเป็นวัสดุระดับพรีเมียมที่มีพื้นผิว (Texture) คาแรกเตอร์ และความประณีตลุ่มลึก สูงมาก สิ่งนี้ทำให้เราเชื่อว่าผ้าไทยมีศักยภาพในตลาดการใช้ชีวิตระดับลักชัวรีระดับโลก (Global Luxury Living) หากได้รับการตีความและวางจุดยืนทางการตลาดอย่างเหมาะสม” คุณพราวพรรณกล่าว

โอกาสทางธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืนของชุมชนไทย

Quattro Design มองว่า การนำผ้าไทยมาตีความผ่านภาษาของการออกแบบภายในระดับสากล เป็นโอกาสในการสร้างโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงตลาดมูลค่าสูงเข้ากับเศรษฐกิจชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุ การต่อยอดทักษะการผลิต ไปจนถึงการสร้างคำสั่งซื้อและรายได้ที่มีความต่อเนื่องให้แก่ช่างทอและผู้ผลิตในท้องถิ่น

ตลาดที่มีศักยภาพครอบคลุมทั้งอสังหาริมทรัพย์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี (Super Luxury Real Estate) โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ระดับลักชัวรี (Branded Residences) บ้านพักตากอากาศส่วนตัว โรงแรมระดับ 5 ดาว ธุรกิจโรงแรมและบริการ (Hospitality) ตลอดจนโครงการที่ต้องการเฟอร์นิเจอร์และงานตกแต่งภายในแบบสั่งทำพิเศษ ซึ่งต่างมองหาวัสดุที่มีเอกลักษณ์ มีแหล่งที่มาชัดเจน และสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของท้องถิ่นได้อย่างร่วมสมัย



ในระยะต่อไป Quattro Design เตรียมต่อยอดความสำเร็จจาก Thailand Gallery สู่การพัฒนาสายผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์จากผ้าไทย (Thai Fabric Furniture Product Line) อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการขยายบริการเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกวัสดุสิ่งทอจากชุมชนไทย เพื่อให้แต่ละชิ้นงานมีความเฉพาะตัวและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดระดับบน ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุท้องถิ่น สร้างการจ้างงาน และเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การเติบโตของ Quattro Design จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายบริการเฟอร์นิเจอร์สั่งทำและงานบุเฟอร์นิเจอร์ (Custom-Made & Upholstery Solutions) การพัฒนาสายผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์จากผ้าไทย และการสร้างความร่วมมือระยะยาวกับชุมชน ผู้ผลิตผ้าไทย นักออกแบบ และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์และคุณค่าของงานฝีมือดั้งเดิม

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความเชื่อของ Quattro Design ว่า ความยั่งยืนทางธุรกิจต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความยั่งยืนของห่วงโซ่คุณค่า เมื่อแบรนด์เติบโต ชุมชนผู้ผลิตและช่างฝีมือที่อยู่เบื้องหลังวัสดุก็ควรได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้นด้วย การนำผ้าไทยเข้าสู่ตลาดลักชัวรีจึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้และดำรงอยู่ได้ในระยะยาว

ความยั่งยืนที่ถักทออยู่ในทุกเส้นใย (Sustainability in Every Thread)

นอกเหนือจากการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ชุมชน Quattro Design ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้แนวคิด "Sustainability in Every Thread" โดยคัดเลือกวัสดุสิ่งทอที่สะท้อนหลักการความยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางการผลิต

ผ้าทอที่นำมาใช้ในโครงการต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการใช้ สีธรรมชาติ (Natural Dyes) ซึ่งช่วยลดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษ โดยอาศัยวัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ คราม ครั่ง เปลือกไม้ และดินลูกรัง ในการสร้างเฉดสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละชุมชน นอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการย้อมสีแบบดั้งเดิมของไทยให้คงอยู่ต่อไป

ในมิติทางสังคม Quattro Design เชื่อว่าความยั่งยืนต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการเติบโตของผู้คนในชุมชน จึงสนับสนุนกลุ่มช่างทอและเกษตรกรหญิงในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีรายได้เสริมจากการทอผ้าในช่วงนอกฤดูทำนา ช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้ และรักษาทักษะงานฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ผ่านแนวคิด Community Empowerment

ขณะเดียวกัน เส้นใยธรรมชาติที่ใช้ในการผลิต อาทิ ฝ้ายและไหม ยังมีคุณสมบัติ ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ (Biodegradable) 100% ไม่ก่อให้เกิดไมโครพลาสติกตกค้างในระบบนิเวศ สอดคล้องกับแนวโน้มของผู้บริโภคระดับลักชัวรีทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

"สำหรับ Quattro Design ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดประกอบการสื่อสารทางการตลาด แต่เป็นหลักคิดที่ถักทออยู่ในทุกขั้นตอนของการออกแบบและการคัดเลือกวัสดุ เราเชื่อว่าความงดงามที่แท้จริงของงานลักชัวรี คือการสร้างคุณค่าให้กับทั้งผู้ใช้ ชุมชนผู้ผลิต และโลกใบนี้ไปพร้อมกัน" คุณพราวพรรณกล่าว

บทบาทตัวกลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชนกับอุตสาหกรรมลักชัวรีโลก

Quattro Design วางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างช่างฝีมือของไทยกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยระดับโลก โดยเชื่อว่า มูลค่าที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อวัสดุพื้นถิ่นถูกนำไปวางในบริบทที่ถูกต้อง การที่ผ้าทอไทยสามารถเข้าไปอยู่ในบ้านสไตล์โมเดิร์นลักชัวรี หรือโครงการโรงแรมระดับนานาชาติ จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้วัสดุไทย และเปิดโอกาสให้เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมลักชัวรีระดับโลก

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวคิด Soft Power ไทยในมิติของการออกแบบ ไลฟ์สไตล์ และความยั่งยืน โดยเฉพาะการเลือกใช้วัสดุที่มีเรื่องราว แหล่งที่มา และคุณค่าทางสังคม ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ไหลเวียนกลับไปยังชุมชนช่างฝีมือในประเทศได้ในระยะยาว

คุณพราวพรรณกล่าวเสริมว่า “บทบาทของ Quattro Design ในวันนี้ไม่ใช่เพียงการนำเข้าและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ระดับลักชัวรี แต่คือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง international design standard กับ Thai sustainable craftsmanship เราอยากทำให้วัสดุไทยเข้าไปอยู่ในบ้าน โรงแรม รีสอร์ต และพื้นที่ลักชัวรีระดับสากลได้อย่างสง่างาม และสร้างโอกาสใหม่ให้กับงานคราฟต์ไทยในระยะยาว” 

ทั้งน้ี Quattro Design ได้นำผลงานเฟอร์นิเจอร์ชิ้นมาสเตอร์พีซจากโครงการ Thailand Gallery ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ กลับมาจัดแสดงแบบเอ็กซ์คลูซีฟในประเทศไทย ณ โชว์รูม Quattro Design สุขุมวิท 26 โดยพื้นที่ดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่นำเสนอศักยภาพทางธุรกิจที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการนำผ้าไทยมาเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมตกแต่งภายใน

ผู้สนใจสามารถเข้าชมผลงานและสัมผัสแนวคิดเฟอร์นิเจอร์จากผ้าไทย ได้ที่ Quattro Design สุขุมวิท 26 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 10:00 – 19:00 น. และค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Quattro Design ได้ที่ https://www.quattro-design.com/




“อั้ม อธิชาติ” พา “อทิสเมด โกลบอล”จับมือ “ม.รังสิต” ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ใน “ATIS x RSU LET’S FLOW 2026” “เจนนี่-ตุ๊กตา” นำทีมอินฟลูฯ แดนซ์สนั่นฮอลล์ สร้างแรงบันดาลใจสายเฮลท์ตี้

:เรียกเสียงเชียร์และรอยยิ้มได้ตลอดทั้งงาน สำหรับ ATIS x RSU LET’S FLOW 2026 – Aerobic Dance & Wellness Festival ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เต้นให้สุด สนุกให้สับ” ที่จัดขึ้นโดย บริษัท อทิสเมด โกลบอล จำกัด นำโดย ดร.อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ร่วมกับ มหาวิทยาลัยรังสิต นำโดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ณ อาคารนันทนาการ 14 มหาวิทยาลัยรังสิต ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคัก มีนักศึกษา คณาจารย์ สื่อมวลชน และประชาชนร่วมงานอย่างล้นหลาม เพื่อร่วมส่งเสริมการออกกำลังกายและสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยรังสิตให้ความสำคัญกับการพัฒนานักศึกษาในทุกมิติ ทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และสุขภาพ เพราะสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการใช้ชีวิต เรารู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับอทิสเมด โกลบอล จัดกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับเยาวชนและสังคม พร้อมผลักดันให้การดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่”

ด้าน ดร.อั้ม อธิชาติ ชุมนานนท์ กล่าวว่า “อทิสเมด โกลบอล เชื่อมั่นว่า ‘สุขภาพที่ดี คือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี’ เราอยากให้ทุกคนมองว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย และทำได้ทุกวัน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรังสิตในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างสังคมสุขภาพดี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนไทยลุกขึ้นมาดูแลตัวเองมากขึ้น” สีสันของงานยังได้ เจนนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ และ ตุ๊กตา อุบลวรรณ บุญรอด มาร่วมพูดคุยบนเวที แชร์เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน โดย เจนนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ  กล่าวว่า “ดีใจมากที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่หันมาออกกำลังกายกันเยอะขนาดนี้ สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด อยากให้ทุกคนเริ่มต้นดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อเราสุขภาพดี เราก็มีพลังในการใช้ชีวิตและทำตามความฝันได้เต็มที่”ขณะที่ ตุ๊กตา อุบลวรรณ บุญรอด กล่าวว่า “การออกกำลังกายไม่ใช่แค่ทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยเติมพลังใจและสร้างความสุขให้กับชีวิต วันนี้เห็นทุกคนสนุกไปกับกิจกรรมก็ยิ่งเชื่อว่า การดูแลสุขภาพสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องง่าย ๆ และทำได้ทุกคน” นอกจากแขกรับเชิญชื่อดังแล้ว ภายในงานยังมี ตัวแทนอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิต เข้าร่วมสร้างสีสันอย่างคับคั่ง ได้แก่ ฮาร์ท เจ้าของช่อง “น้องธนพลใจเย็นๆ”, มีน เจ้าของช่อง “ตำบักหุงแซ่บอีหลี”, นานิว เจ้าของช่อง “Call Me Nanew”, ต้า เจ้าของช่อง “นักบาสปลอม”, เดอะเวล (TheVail), เจได เจ้าของช่อง “ผมอยากเป็นดาราครับ” และ ริว เจ้าของช่อง “ริริว ฟันเหล็ก เด็กแนว” ที่ร่วมเก็บภาพบรรยากาศ ผลิตคอนเทนต์ และถ่ายทอดความสนุกผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างกระแสให้กิจกรรมได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก 

ก่อนปิดท้ายด้วยกิจกรรมแอโรบิกสุดมันส์ที่ทุกคนลุกขึ้นมาเต้นไปพร้อมกันทั้งฮอลล์ ท่ามกลางเสียงเพลง เสียงเชียร์ และรอยยิ้มตลอดงาน ตอกย้ำเป้าหมายของ ATIS x RSU LET’S FLOW 2026 ที่ต้องการเปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นเรื่องสนุก เข้าถึงง่าย และร่วมสร้างสังคมไทยให้ก้าวสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เรียกได้ว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสนุก เพราะหลังจากนี้ ATIS MED GLOBAL เตรียมยกกิจกรรม LET’S FLOW ไปสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ใครอยากรู้ว่าครั้งต่อไปจะไปบุกที่ไหน ติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางแพลทฟอร์มออนไลน์ของ ATIS MED GLOBAL  แล้วเตรียมตัวออกมาแดนซ์ไปพร้อมกันในกิจกรรมครั้งต่อไป







“ซูเลียน” คว้ารางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 ตอกย้ำองค์กรขายตรงแถวหน้าของไทย เดินหน้า Transform สู่ยุค AI-Digital-Commerce ชูโมเดล “สร้างคน สร้างโอกาส สร้างอนาคต” ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรง     ชั้นนำของประเทศไทย คว้ารางวัล “THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026” ประเภท                   Rising Star ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของผู้นำองค์กรยุคใหม่ ที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาศักยภาพของผู้คนอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ “ซูเลียน” ในการปรับองค์กรครั้งสำคัญ จากธุรกิจขายตรงแบบดั้งเดิมสู่ “Modern Direct Selling Company” ที่ผสานจุดแข็งของเครือข่ายนักธุรกิจเข้ากับเทคโนโลยี AI, Digital Platform และ Digital Commerce เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการยุคใหม่ และสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาองค์กร และสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันซูเลียนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้ไม่ใช่ความสำเร็จของคนใดคนหนึ่ง    แต่คือความสำเร็จร่วมกันของพนักงาน นักธุรกิจซูเลียน พันธมิตรทางธุรกิจ และลูกค้าทั่วประเทศ ที่เชื่อมั่นและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรมาโดยตลอด”

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ซูเลียนถือเป็นหนึ่งในองค์กรธุรกิจขายตรงที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยเครือข่ายนักธุรกิจทั่วประเทศ และแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่มุ่ง “สร้างคน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาส” ให้กับคนไทยในทุกภูมิภาค “ความสำเร็จขององค์กรในวันนี้ ไม่ได้วัดจากยอดขายหรือกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าให้กับผู้คน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม”

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางกระแส Digital Disruption ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก เรายังคงเชื่อมั่นว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน” คือหัวใจสำคัญของธุรกิจขายตรง แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และประสบการณ์จริง ยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

“AI สามารถตอบคำถามแทนมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นแทนมนุษย์ได้ เพราะหัวใจของธุรกิจขายตรง คือความสัมพันธ์ ความเข้าใจ และความไว้วางใจระหว่างผู้คน”

ด้วยแนวคิดดังกล่าว เราจึงเร่งลงทุนพัฒนา Digital Ecosystem อย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบบริหารสมาชิก แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ เครื่องมือการตลาดดิจิทัล และระบบสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับนักธุรกิจซูเลียนทั่วประเทศ เพราะ “อนาคตของธุรกิจขายตรง ไม่ใช่การแข่งขันกับเทคโนโลยี แต่คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับผู้คน และสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

ดร.ปิยะวัฒน์ กล่าวปิดท้ายว่า อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการผลักดันซูเลียนสู่การเป็น “Opportunity Platform” หรือแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับคนรุ่นใหม่ รองรับแนวโน้มผู้บริโภคและแรงงานยุคใหม่ที่ต้องการรายได้เสริม อาชีพอิสระ และความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น เรามองว่า ธุรกิจขายตรงยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการรายย่อย และกระจายรายได้สู่ภูมิภาค ซึ่งจะมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต “ทุกคนควรมีโอกาสในการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือมีต้นทุนชีวิตแบบใด หากได้รับโอกาสและเครื่องมือที่เหมาะสม ทุกคนสามารถสร้างอนาคตของตัวเองได้”

นอกจากนี้ “ซูเลียน” ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสุขภาพ ความงาม และคุณภาพชีวิต          เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา       การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการดำเนินงานตามมาตรฐานสากล “ความไว้วางใจ คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร และเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้ด้วยมาตรฐานและจริยธรรมทางธุรกิจ”

ปัจจัยสำคัญที่สุดขององค์กรยุคใหม่ คือความสามารถในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ถูกขับเคลื่อนด้วย AI, Big Data, Automation และ Digital Commerce ซึ่งผู้นำที่ดีเรียนรู้ตลอดเวลา กล้าตัดสินใจบนความไม่แน่นอน และพร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ซูเลียน” มุ่งเน้น “การสร้างคน” เพราะองค์กรที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่องค์กรที่เติบโตเพียงลำพัง แต่คือองค์กรที่ทำให้ผู้คนรอบตัวเติบโตไปด้วยกัน ทั้งด้านรายได้ คุณภาพชีวิต และโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง

รางวัล THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2026 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของผู้นำองค์กรรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของ “ซูเลียน” ในฐานะองค์กรธุรกิจขายตรงยุคใหม่ ที่กำลังก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของผู้คน สังคม และประเทศ ไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน





“ส.ก.หนุ่ย” กนกนุช ลงเรือ-ลุยพื้นที่ดอนเมือง รับฟังปัญหาประชาชน ชูแก้น้ำท่วม ยกระดับสาธารณสุข-ความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 “ส.ก.หนุ่ย” คุณกนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดอนเมือง หมายเลข 3 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยลงเรือสำรวจพื้นที่และรับฟังปัญหาจากประชาชนด้วยตนเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่ชาวบ้านร่วมให้กำลังใจและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

ส.ก.กนกนุช กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขตดอนเมืองมีการขยายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ และจำนวนประชากร แต่ยังมีอีกหลายปัญหาที่ประชาชนต้องการเห็นการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ การเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพ รวมถึงการยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการขอคะแนนเสียง แต่เป็นการมารับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน เพื่อนำปัญหาและข้อเสนอแนะไปผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างจริงจัง หากได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ ส.ก. จะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ดอนเมืองเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน” นางกนกนุช กล่าว

ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยนางกนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตดอนเมือง หมายเลข 3 ยืนยันเดินหน้าลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนดอนเมืองอย่างแท้จริง

พี่น้องชาวดอนเมือง บัตรสีชมพู เลือก เบอร์ 3 เลือกคนทำงาน กนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตดอนเมือง หมายเลข 3พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความเจริญของในพื้นที่ดอนเมือง

 #เบอร์3 #กนกนุช 

#เลือกสก #ดอนเมือง





เปิดตัวอย่างเป็นทางการ “Joopz+ Plus Synbio” ภายใต้การนำของ CEO คนใหม่ “จิ๊บ กฤษฎาพร วรสหวัฒนา” พร้อมประกาศวิสัยทัศน์สร้างแบรนด์สุขภาพแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด “RESET • BOOST • UNLOCK”

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการสุขภาพไทย เมื่อ “Joopz+ Plus Synbio” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมแต่งตั้ง “จิ๊บ กฤษฎาพร วรสหวัฒนา” ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เพื่อนำพาแบรนด์สู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพและไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต
ท่ามกลางกระแสการดูแลสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง Joopz+ เลือกสร้างความแตกต่างด้วยแนวคิดที่มองลึกกว่าการดูแลสุขภาพทั่วไป โดยเชื่อว่า “สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงการไม่มีโรค แต่คือการมีพลังในการใช้ชีวิตอย่างเต็มศักยภาพในทุกวัน”
ด้วยเหตุนี้ Joopz+ จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “RESET • BOOST • UNLOCK” ซึ่งสะท้อนปรัชญาของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน

RESET
เริ่มต้นดูแลตัวเองจากภายใน สร้างรากฐานสุขภาพที่ดีให้กับร่างกาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับทุกความท้าทายในชีวิต
BOOST
เติมพลังให้ร่างกายและการใช้ชีวิตในทุกวัน ด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพยุคใหม่ที่ผสานนวัตกรรมและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน
UNLOCK
ปลดล็อกศักยภาพของตัวเอง เพื่อก้าวสู่เวอร์ชันที่ดีที่สุดในทุกมิติของชีวิต
“เราไม่ได้ต้องการเป็นเพียงแบรนด์ผลิตภัณฑ์สุขภาพอีกหนึ่งแบรนด์ในตลาด”
จิ๊บ กฤษฎาพร วรสหวัฒนา CEO ของ Joopz+ Plus Synbio กล่าว
“Joopz+ ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อว่า เมื่อร่างกายได้รับการดูแลอย่างสมดุลจากภายใน พลังในการใช้ชีวิต ความมั่นใจ และศักยภาพของแต่ละคนจะถูกปลดล็อกออกมาได้อย่างเต็มที่ เราอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ผู้คนกลับมาเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดอีกครั้ง”
Joopz+ Plus Synbio ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยผสานแนวคิด Synbiotic ร่วมกับสารสกัดจากคาเคา D-Ribose และ Vitamin B3 เพื่อสนับสนุนสมดุลของร่างกายและการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Joopz+ ให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องส่วนผสม คือการสร้าง “วัฒนธรรมการดูแลตัวเอง” ให้เกิดขึ้นในสังคมยุคใหม่ โดยเชื่อว่าการดูแลสุขภาพไม่ควรเป็นเรื่องซับซ้อน แต่ควรเป็นกิจวัตรที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ง่ายในทุกวัน
ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว Joopz+ วางตำแหน่งตัวเองเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์สุขภาพ แต่เป็นแบรนด์ที่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันกลับมาใส่ใจตัวเองมากขึ้น ผ่านแนวคิด “Daily Upgrade” หรือการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นวันละเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง
การเปิดตัวครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ ที่ Joopz+ พร้อมก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่น่าจับตามองแห่งปี ด้วยการผสานนวัตกรรม ความรู้ด้านสุขภาพ และแนวคิดการใช้ชีวิตยุคใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคในทุกวัน
เพราะ Joopz+ เชื่อว่า…
“การดูแลตัวเองที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนอื่น แต่คือการปลดล็อกศักยภาพของตัวเองในแบบที่ดีที่สุด”
RESET • BOOST • UNLOCK
Your Next Version Starts Here.
ช่องทางติดตามข่าวสาร
Line Official : @joopzplus
TikTok : Joopzplus
Instagram : @joopzplus.th
Facebook : Joopzplus Thailand




Match Group และ Tinder ผนึกกรมสุขภาพจิตและพันธมิตร เปิดตัวแคมเปญ Human Connection เสริมสร้างการเชื่อมต่อทางสังคมในประเทศไทย

ผลสำรวจล่าสุด¹ พบว่า 87% ของคนไทยกำลังมองหาความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ขณะที่ 72% ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากกว่าปริมาณ  

Match Group และ Tinder ร่วมกับ กรมสุขภาพจิต พร้อมด้วย the Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC) เครือข่ายระดับโลกขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่แก้ไขปัญหาวิกฤตความเหงา และการแยกตัวทางสังคม, สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS), สติแอพ และ AIS เปิดตัวแคมเปญ Human Connection โครงการระดับประเทศครั้งแรก เพื่อรับมือต่อปัญหาภาวะโดดเดี่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมไทย ผ่านการสร้างความเชื่อมต่อระหว่างผู้คน

แคมเปญนี้เปิดพื้นที่ให้องค์กรจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ องค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-Profit) รวมไปถึงกลุ่มคอมมูนิตี้ต่าง ๆ เพื่อเดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน โดยชวนองค์กรทั่วประเทศมาร่วมขับเคลื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนี้ โดยเข้าร่วมลงนามคำมั่นสัญญา Human Connection พร้อมมุ่งมั่นดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้คนในองค์กรเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น

คำมั่นสัญญา Human Connection ช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการดูแลพนักงาน เพื่อช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นทั้งในที่ทำงานและชีวิตประจำวัน โดยองค์กรสามารถเลือกแนวทางที่ตรงกับวัฒนธรรมและผู้คนในองค์กร ผ่าน 4 หัวใจสำคัญ ได้แก่ การเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน การเพิ่มช่วงเวลาที่ผู้คนได้พบเจอกัน

ตัวต่อตัว การสร้างความเข้าใจเรื่องความโดดเดี่ยวและการแยกตัวจากสังคม รวมถึงการดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ที่ทำงานและคอมมูนิตี้กลายเป็นสถานที่ที่ทุกคนรู้สึกเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น ได้รับแรงสนับสนุน และเติบโตได้อย่างเต็มที่  

การเปิดตัวแคมเปญครั้งนี้มาพร้อมกับผลสำรวจล่าสุดของ Human Connection¹ ซึ่งจัดทำโดย Ipsos ในนามของ Match Group สะท้อนให้เห็นว่าคนโสดไทยกำลังเผชิญกับภาวะความโดดเดี่ยว พร้อมต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น โดยผลสำรวจระบุว่า 85% ของคนไทยเผชิญกับความโดดเดี่ยวเป็นบางครั้ง ในขณะที่ 87% กำลังมองหาการเชื่อมต่อใหม่ ๆ  และ 72% ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีความหมาย มากกว่าความสัมพันธ์ผิวเผินจำนวนมาก

ไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันกำลังกลายเป็นอุปสรรคในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ผลการสำรวจระบุว่า 48% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ให้ความสำคัญกับงานหรือการเรียนมากกว่าการใช้ชีวิตในสังคม ในขณะเดียวกัน 40% มองว่าบริเวณที่อาศัยอยู่ยังขาดพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้ง่ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับการพบปะผู้คนใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทย 31% รู้สึกว่าตัวเองขาดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งที่สามารถรับฟังและพึ่งพาทางอารมณ์ได้อย่างแท้จริง

คุณเคธี่ ปีเตอร์ส รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายกิจการองค์กร Match Group กล่าวว่า “การเชื่อมต่อกับผู้คนเป็นกุญแจสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดี แต่หลายคนกลับพบว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนกำลังมองหาพื้นที่และโอกาสในการพบปะคนใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น และหลายคนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ผิวเผินจำนวนมาก แคมเปญนี้จะช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้อย่างแท้จริง”

ผลสำรวจ Human Connection ระบุว่า 29% ของคนไทยระบุว่า การขาดการเชื่อมต่อทางสังคมส่งผลกระทบด้านสุขภาพหรือการนอนหลับ ขณะที่ 24% พบว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการขาดความสัมพันธ์ที่มีความหมายสามารถส่งผลในหลากหลายมิติทั้งตัวเอง สถานที่ทำงานและคอมมูนิตี้

ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุขและกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า “การเชื่อมต่อกับผู้คนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญด้านการเติมเต็มสุขภาพใจและคุณภาพชีวิต การสร้างพื้นที่ให้ผู้คนเชื่อมโยงกันมากขึ้นจึงต้องร่วมกับหลายภาคส่วน เราจึงรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแคมเปญ Human Connection ด้วยการรวมพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เราหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการตระหนักรู้ การพูดคุย รวมไปถึงการลงมือทำ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางสังคมในประเทศไทย”

คุณเอ็ดเวิร์ด การ์เซีย ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการปฏิบัติการ Global Initiative on Loneliness and Connection (GILC) กล่าวว่า “การขาดการเชื่อมต่อทางสังคมได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ส่งผลต่อคอมมูนิตี้ทั่วโลก สิ่งที่ทำให้แคมเปญ Human Connection น่าจับตามองคือการร่วมมือกันโดยดึงพันธมิตรจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้คนพบเจอความสัมพันธ์ที่มีความหมายมากขึ้น”

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเชื่อมต่อทางดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการสร้างสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างมีคุณภาพกำลังเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของประเทศ แต่การเชื่อมต่อในยุคดิจิทัลต้องไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้คนติดต่อกันได้สะดวกขึ้นเท่านั้น หากต้องเป็นการเชื่อมต่อที่สร้างความเข้าใจ ความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยโจทย์นี้ AIS จึงมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหน้าสร้าง Safe Digital Society การส่งเสริม Digital Literacy และ AI Literacy เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้คนไทยสามารถใช้ชีวิตในทุกการเชื่อมต่อ และบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับ People Well-being และการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งทั้งภายในองค์กรและสังคม ในฐานะพันธมิตรใน Human Connection Campaign ครั้งนี้ AIS มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน เพื่อร่วมผลักดัน "Human Connection" และสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อทางสังคมที่มีคุณภาพ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ Tinder ในอนาคต เพื่อสร้างสังคมที่ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยง เข้าใจกัน และพร้อมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

แคมเปญนี้มุ่งหวังที่จะได้เห็นผู้ลงนามจำนวน 100 องค์กร และเข้าถึงพนักงานมากกว่า 20,000 คน ภายในปี 2570  โดยหลายองค์กรได้ร่วมลงนามแล้ว ได้แก่ VML Thailand และจงรักดี ในฐานะส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นนี้ VML Thailand จะเปิดตัวโครงการหลากหลายรูปแบบเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในที่ทำงานไม่ว่าจะเป็น Passion Market ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเชื่อมต่อกันมากกว่าในฐานะเพื่อนร่วมงาน การจัด Behind the Brief storytelling sessions ทุก 3 เดือน และ Annual Emotional Check-Up เพื่อดูแลและเข้าใจความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน ทั้งนี้องค์กรทั่วประเทศไทยได้รับชวนให้มาร่วมขับเคลื่อนและเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเชื่อมต่อทางสังคม เพื่อให้ที่ทำงานและคอมมูนิตี้เป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ได้รับแรงสนับสนุน และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ







ETDA ประกาศความสำเร็จ Ignite Creativity Challenge ปี 3 เตรียมเปิดตัวแชมป์ จากการประกวดสื่อประชาสัมพันธ์สร้างความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ หัวข้อ “แกร่งสู้โกง” ยกระดับภูมิคุ้มกันดิจิทัล คนไทยปลอดภัยไร้ภัยไซเบอร์

ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. จัดกิจกรรม Ignite Creativity Challenge ปี 3 ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ หัวข้อ 

“แกร่งสู้โกง” ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่หรือเวทีในการสร้างสรรค์ออกแบบ และนำเสนอสื่อประชาสัมพันธ์

ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและทันสมัยโดยมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างความตระหนักรู้ การระมัดระวังความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยนำเสนอสื่อประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ในรูปแบบที่น่าสนใจ โดยทีม DC TNI Skibidi 3 ในประเภทนักเรียนระดับมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา และ ทีมกล้วยไข่เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ในประเภทประชาชนทั่วไป คว้ารางวัลชนะเลิศพร้อมมอบโล่เกียรติยศ รวมรางวัลมูลค่า 170,000 บาท โดยโครงการเปิดรับสมัคร ตั้งแต่ 30 มีนาคม - 10 พฤษภาคม 2569 และ คณะกรรมการคัดเลือกผลงาน คัดเลือกผู้เข้ารอบประเภทละ 10 ทีม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 และเดินทางเข้าสู่การประชันไอเดียประกวดกันในรอบสุดท้ายวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ

นางสาวประภารัตน์ ไชยยศ ผู้อำนวยการฝ่ายรับเรื่องร้องเรียน และหัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า การขับเคลื่อนความเท่าทันโลกดิจิทัลของ ETDA ประสบความสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ Ignite Creativity Challenge และเดินทางต่อเนื่องมาถึงปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “แกร่งสู้โกง” โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเกราะป้องกัน และ เปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือสําคัญในการรับมือกับภัยไซเบอร์ยุคใหม่ร่วมกัน

ผู้สมัครที่สนใจเข้าร่วมโครงการจะส่งผลงานมีด้วยกัน 2 กลุ่ม  ในกลุ่มแรกเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ส่วนกลุ่มที่ 2  ประชาชนทั่วไป จากนั้นคัดเลือกผลงานโดยคณะกรรมการคัดเลือกผลงานจนได้ผู้เข้ารอบประเภทละ 10 ทีม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ

โดยเกณฑ์การตัดสินผลงาน ทั้งในรูปแบบคลิป VDO หรือ Storyboard ตามแบบฟอร์มที่กําหนด ความยาวไม่น้อยกว่า 30 วินาที และไม่เกิน 2 นาที ภายใต้หัวข้อ “แกร่งสู้โกง” จะมาจากความคิดสร้างสรรค์และความโดดเด่นของแนวคิด พิจารณาความแปลกใหม่ ความชัดเจนของแนวคิดหลัก และศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลงาน

จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 30 คะแนน ความถูกต้องครบถ้วนและการสอดแทรกภารกิจของ สพธอ. เช่น สายด่วน 1212 และศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ รวมทั้งความเหมาะสมในการสอดแทรกกับเนื้อหา 20 คะแนน  ความครบถ้วนของเนื้อหาและลําดับการเล่าเรื่อง 30 คะแนน และความเหมาะสมเชิงการผลิตและการนําไปใช้จริง 

รวมทั้งมีความสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ 20 คะแนน ซึ่งทั้ง 20 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลทั้งประเภทนักเรียน นักศึกษา และประเภทประชาชนทั่วไป มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9 – 22 มิถุนายน 2569 เพื่อที่จะพัฒนาชิ้นงานให้ สามารถใช้งานได้จริง และนําเสนออีกครั้งในการประกวดรอบสุดท้ายวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ

รางวัลมูลค่ารวม 170,000 บาท แบ่งเป็น ประเภทที่ 1 นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จํานวน 25,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จํานวน 20,000 บาท (1 รางวัล) และ รางวัลชมเชย จํานวน 5,000 บาท (2 รางวัล) 

รางวัลในกลุ่มประเภทที่ 2 ประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จํานวน 25,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จํานวน 20,000 บาท (1 รางวัล) และ รางวัลชมเชย จํานวน 5,000 บาท (2 รางวัล) 


ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความสะดวกสบายและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่ายขึ้น มาพร้อมกับความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ ETDA ยังคงมุ่งมั่น ยกระดับการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ความรู้ แต่เป็นผู้สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ทรง พลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งต่อทักษะการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่การสานต่อภารกิจสําคัญ ในกิจกรรม Ignite Creativity Challenge ปี 3 ภายใต้แนวคิด “แกร่งสู้โกง” เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเกราะป้องกัน และ เปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือสําคัญในการรับมือกับภัยไซเบอร์ยุคใหม่ร่วมกัน

ติดตามผลงานได้ที่ สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. ในวันและเวลาทําการ (9.00 - 17.00 น.) สายด่วนหมายเลข 1212 ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA) หรือ โทร 082-551-9068 อีเมล Kunita.srp@gmail.com (คุณมุก)




© all rights reserved
made with by templateszoo