กรุงเทพฯ, 24 กรกฎาคม 2569 – โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมเนื่องในวันตับอักเสบโลก ประจำปี 2569 (World Hepatitis Day 2026) ภายใต้แนวคิด “ONE LIVER ONE FUTURE เริ่มดูแลตับวันนี้ เพื่ออนาคตที่แข็งแรง” เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคตับ พร้อมส่งเสริมการตรวจคัดกรองและป้องกันโรคตับอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารตับนำโดย พญ.กันต์สุดา ปัญจชัยพรพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร หัวหน้างานอายุรกรรมทางเดินอาหารและตับ พญ.อัญญา เกียรติวีระศักดิ์ และ นพ.สพล วิวัฒน์พัฒนกุล รวมทั้งทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาและประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้อง Convention Hall ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคตับอักเสบและโรคตับเรื้อรังยังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ เนื่องจากผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือมีความเสี่ยง จนอาจลุกลามสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ การป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและส่งเสริมองค์ความรู้ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน”

ภายในงานมีการจัดเสวนาโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ร่วมกับทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการรักษาโรคตับในปัจจุบัน ทั้งนี้ พญ.กันต์สุดา ปัญจชัยพรพล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยยังมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังราว 2–3 ล้านคน และผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ เนื่องจากโรคมักไม่แสดงอาการในระยะแรก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และมียารักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่าร้อยละ 95 ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ และสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบภายในปี 2030 ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก โดย นพ.สพล วิวัฒน์พัฒนกุล และ นพ.สิทธิกร ปภาวิน ร่วมเน้นย้ำว่า ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจำเป็นต้องได้รับการประเมินและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ และไม่ควรหยุดยาเอง ส่วนไวรัสตับอักเสบซีสามารถรักษาหายขาดได้ด้วยยาต้านไวรัสชนิดรับประทานภายใน 8–12 สัปดาห์ (อัตราหายขาดสูงถึงร้อยละ 95–98) ดังนั้น การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงและการเข้าสู่ระบบการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบในอนาคต
ด้าน นพ.วรวัฒน์ แสงวิภาสนภาพร หัวหน้างานอายุรกรรมทางเดินอาหารและตับ ระบุว่า “โรคไขมันพอกตับเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง แม้โรคมักไม่แสดงอาการ แต่หากไม่ได้รับการดูแลอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ การปรับพฤติกรรมสุขภาพ อาทิ การควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมโรคร่วมอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรคในระยะยาว” นพ.วรุตม์ ต.ศรีวงษ์ และ พญ.สุภมาศ ศิริศรีตรีรักษ์ ให้ข้อมูลว่า “ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจคัดกรองภาวะไขมันพอกตับและพังผืดในตับได้อย่างแม่นยำตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก ซึ่งโรคเบาหวาน ภาวะอ้วน และโรคไขมันพอกตับมีความสัมพันธ์กันผ่านภาวะดื้ออินซูลิน โดยการควบคุมน้ำหนัก ระดับน้ำตาลในเลือด และการใช้ยาตามข้อบ่งชี้ สามารถช่วยลดไขมันสะสมและการอักเสบของตับได้ ขณะที่ พญ.สิรี วงศ์รักมิตร แนะนำแนวทางปฏิบัติว่า การปรับพฤติกรรมโภชนาการและควบคุมน้ำหนักให้ลดลงร้อยละ 7–10 ของน้ำหนักตัว จะช่วยลดการอักเสบของตับได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับพฤติกรรมด้านโภชนาการอย่างเหมาะสมและต่อเนื่องถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและชะลอการดำเนินของโรค


ปิดท้ายด้วยการเสวนาแนวทางการเฝ้าระวังและการรักษามะเร็งตับในปัจจุบัน ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก ทั้งเทคโนโลยีการผ่าตัด การปลูกถ่ายตับ การรักษาด้วยรังสีร่วมรักษา และภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) โดยทีมแพทย์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มโอกาสการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสำหรับประชาชน ได้แก่ การตรวจประเมินภาวะพังผืดและไขมันสะสมในเนื้อตับด้วยเครื่อง FibroScan, นิทรรศการ Fit EXPERIENCE ZONE “รู้จักตับของเรา” โซนเรียนรู้ด้านโภชนาการ Liver Friendly Food Lab “กินแบบไหน ให้ตับรัก”, จุดประเมินความเสี่ยงโรคตับ Liver Screening Zone “รู้เร็ว ป้องกันได้” และกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย MOVE for LIVER Zone “ขยับวันละนิด ตับฟิตทุกวัน”
ทั้งนี้ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคระบบทางเดินอาหารและตับทุกชนิดด้วยนวัตกรรมชั้นสูง โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมวางแผนดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เปิดให้บริการ ณ ชั้น 3 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ผู้สนใจหรือผู้ป่วยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สำหรับผู้รับบริการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ที่มีประวัติการรักษาแล้ว สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CHULABHORN HEALTH PLUS ได้ทาง App store และ Google Play store หรือติดตามข่าวสารช่องทางบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้ทาง LINE Official Account @chulabhornhospital (คลิก http://nav.cx/8DqLuQm) และเว็บไซต์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th
Social Plugin