สวท จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ชูความสำเร็จกว่า 37 โครงการ พร้อมจัด Workshop เดินหน้าปรับโฉมองค์กรสู่การเปลี่ยนแปลง

สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท) จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 56 เพื่อรายงานผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในรอบปี พร้อมเดินหน้ายกระดับสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ (SRHR) ภายใต้แนวคิด "คนเป็นศูนย์กลาง" นำโดย รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ ประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะกรรมการสมัยที่ 18 สมาชิก สวท เจ้าหน้าที่ ภาคีเครือข่าย และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ โรงแรมทีเค. พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก และผ่านระบบออนไลน์  

รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ ร.น. นายกสมาคมฯ เปิดเผยว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ สวท สามารถดำเนินโครงการถึง 37 โครงการ เข้าถึงพี่น้องประชาชนผ่านบริการและกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีคุณภาพจำนวนกว่า 76,681 คน ซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของเราและร่วมสนับสนุนด้วยดีเสมอมา 

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในปี 2568 ที่ผมอยากขอชื่นชมทีมงานทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการให้บริการผ่านคลินิกเวชกรรม สวท ทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศกว่า 31,000 คน รวมไปถึงการนำระบบการแพทย์ทางไกลมาใช้กับผู้รับบริการกว่า 6,273 คน โดยได้รับการประเมินผลในระดับความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 85.6 พร้อมกันนี้ สวท ยังทำงานเชิงรุกใน 77 ชุมชน และพื้นที่ชายแดน รวมไปถึงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายยากลำบากกว่า 25,570 คน อีกทั้งยังได้รับรางวัล Silver Award ระดับประเทศ ด้านนวัตกรรมดูแลผู้สูงอายุโดยมีอัตราครองเตียงสูงถึงร้อยละ 85 

การประชุมในวันนี้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนางานของ สวท ให้ก้าวหน้า และร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงสิทธิและความเสมอภาคด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ได้อย่างแท้จริง รศ.ร.อ.นพ.มานพชัย กล่าวเพิ่มเติม

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมในครั้งนี้คือการจัดกิจกรรม Workshop พิเศษในหัวข้อ “TO CHANGE... สู่การเปลี่ยนแปลง” โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ คุณนภนีรา รักษาสุข  ผู้บริหาร บริษัท ยินดี ดีไซด์ จำกัด
มาร่วมระดมความคิดเห็นกับสมาชิกและบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ภายในงานยังมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ และอาสาสมัครดีเด่น ประจำปี 2568 พร้อมมอบของที่ระลึกเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ 10 ถึง 30 ปี 


สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่มุ่งมั่นกว่า 56 ปี ส่งเสริมการวางแผนสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม และสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์และเพศวิถี โดยให้ความรู้ คำปรึกษา และบริการคุณภาพ ของประชากรทุกกลุ่ม เพื่อให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนและผู้ด้อยโอกาส สามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตนเองได้อย่างถูกต้องมีความรับผิดชอบ เพราะทุกความรักและความปรารถนาในการสร้างครอบครัว เป็นสิทธิที่ทุกคนสามารถสร้างได้จริง สามารถติดต่อขอคำปรึกษาได้ฟรีทั้ง 9 คลินิค สวท ทั่วประเทศ หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 02 941 2320 

Facebook : https://www.facebook.com/PPATBANGKOK/ 
LINE@ : @PPATHAILAND หรือไปที่เว็บไซต์ https://ppat.or.th/   

โซเชียลสะเทือน! ซอฟท์พาวเวอร์ไทยแรงไกล พระเอกดังซีรีส์จีน เสิร์ฟยาดมหนุมานหอมชื่นใจ สูดกลางวงสื่อฯ

เมื่อ 2 คนดังจากจีน “จางหนาน” พระเอกซีรีส์แนวตั้งสุดฮอต และ “หานปิง” พิธีกร–นักแสดงชื่อดังจากแดนมังกร ลัดฟ้าร่วมเดินพรมแดงในงาน “คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 22” ท่ามกลางแฟนคลับและ สื่อมวลชนที่ให้ความสนใจอย่างล้นหลาม

แต่โมเมนต์ที่ทำเอาทั้งงานฮือฮา ไม่ใช่แค่ลุคออร่าซุปตาร์ของทั้งคู่  เพราะระหว่างให้สัมภาษณ์ ทั้ง “จางหนาน” และ “หานปิง” ได้หยิบ “ยาดมหนุมาน” ขึ้นมาดมแบบชิล ๆ ก่อนโชว์ให้นักข่าวดู พร้อมชวนสื่อไทยลองดมกันสนุกสนาน เรียกเสียงหัวเราะและสร้างโมเมนต์ไวรัลทันทีบนโซเชียล จนหลายคนแซวว่า
“ดาราจีนมาไทย ต้องโดนยาดมไทยตก!”

ก่อนหน้านี้ “จ้าวลู่ซือ” ก็เคยถูกแฟน ๆ จับตาว่าใช้ยาดมหนุมานระหว่างมาเยือนไทยเช่นกัน ทำให้ตอนนี้ยาดมไทยกลายเป็นอีกหนึ่งไอเท็ม Soft Power ที่เหล่าคนดังจีนพูดถึงอย่างต่อเนื่อง 🇹🇭 งานนี้บอกเลย… ไม่มีไม่ได้แล้ว! แถมทั้งคู่ยังแจกแฟนคลับและทีมงานกันแบบเป็นกันเองอีกด้วย






TCL Thailand ต้อนรับ Deane Family ในฐานะแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ ถ่ายทอดความอบอุ่น สมาร์ทลิฟวิ่ง และช่วงเวลาคุณภาพของครอบครัวสู่บ้านคนไทย

TCL Thailand ประกาศแต่งตั้ง Deane Family เป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการ เปิดบทใหม่ของแบรนด์ในการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านแนวคิดเรื่องความอบอุ่น การใช้ชีวิตอัจฉริยะ และประสบการณ์ครอบครัวคุณภาพ ในฐานะหนึ่งในครอบครัวคนดังที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของประเทศไทย ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน และ แมทธิว ดีน ได้รับความชื่นชมจากภาพลักษณ์ครอบครัวที่เป็นธรรมชาติ อบอุ่น และเข้าถึงง่าย พร้อมฐานผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียรวมเกือบ 10 ล้านคน และคอนเทนต์ที่ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่อง Deane Family จึงสะท้อนภาพของครอบครัวยุคใหม่ที่ทั้งทันสมัย น่าเชื่อถือ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในสังคมไทย

ความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากแนวคิดและไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกันระหว่าง TCL และ Deane Family ซึ่งมีภาพจำในเรื่องความอบอุ่น ความจริงใจ และการให้ความสำคัญกับช่วงเวลาคุณภาพภายในครอบครัว สอดคล้องกับแนวคิด “บ้านที่เข้าใจคุณ“ (Home that understands you) ที่ TCL ถ่ายทอดผ่านนวัตกรรมสมาร์ทโฮมอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือดังกล่าวต่อยอดมาจากความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นขึ้นก่อนหน้านี้ โดยในช่วงต้นปี 2025 Deane Family ได้เข้าร่วมงานเปิดตัวเครื่องปรับอากาศ TCL FreshIN 3.0 ในประเทศไทย พร้อมสัมผัสนวัตกรรมด้านอากาศบริสุทธิ์ ระบบ AI ประหยัดพลังงาน และเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ ซึ่งการตอบรับเชิงบวกและความสนใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์ในครั้งนั้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
หนึ่งปีต่อมา ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้พัฒนาเป็นความร่วมมือระยะยาว โดย Deane Family เข้าร่วมเป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ของ TCL อย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการสร้างบ้านที่ชาญฉลาด สะดวกสบาย และเปี่ยมด้วยความหมายสำหรับทุกคนในครอบครัว
ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ 


TCL พร้อมนำเสนอประสบการณ์สมาร์ทโฮมครบวงจรให้ใกล้ชิดกับครอบครัวชาวไทยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Mini LED TV จอใหญ่สำหรับความบันเทิงภายในบ้าน เครื่องปรับอากาศ FreshIN และ VoxIN ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอากาศบริสุทธิ์และการประหยัดพลังงานรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและเทคโนโลยีจอแสดงผล NXTPAPER ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกวัน
โมนิก้า เกา กรรมการผู้จัดการ TCL Thailand กล่าว “เรามุ่งมั่นที่จะสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับผู้บริโภคให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และ Deane Family ก็สะท้อนถึงความอบอุ่น ความไว้วางใจ และคุณภาพชีวิตที่ TCL ต้องการส่งต่อให้กับทุกครอบครัว” 
ด้านครอบครัวคุณลิเดีย กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมเดินทางไปกับ TCL เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในชีวิตครอบครัวของเรา และนวัตกรรมของ TCL ก็ช่วยให้บ้านของเราสะดวกสบาย ฉลาดขึ้น และเต็มไปด้วยความสุขมากยิ่งขึ้น”
TCL ยังได้แสดงความตื่นเต้นต่อความร่วมมือครั้งนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการว่า “TCL Thailand รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ Deane Family ในฐานะแบรนด์พรีเซ็นเตอร์คนใหม่ พร้อมส่งต่อความสง่างาม ความอบอุ่น และนวัตกรรม เพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาภายในบ้านให้ดียิ่งขึ้น”
#TCLThailand #TCLTheJourneyOfGreatness2026




TCL เติบโตแข็งแกร่งขึ้น ทั้งระดับโลกและประเทศไทย พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ปี 2026 ภายใต้แนวคิด “The Journey of Greatness”

บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ TCL Thailand แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกและพันธมิตร โอลิมปิกระดับโลก จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ประจำปี 2026 อย่างเป็นทางการ ณ IMPACT Exhibition Hall 6 ภายใต้แนวคิด “The Journey of Greatness” สะท้อนก้าวสำคัญครั้งใหม่ ของแบรนด์ ในการเติบโตระดับโลกและ การยกระดับสู่แบรนด์พรีเมียม ภายในงานได้รับเกียรติ จากพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ มากกว่า 700 คนเข้าร่วมงาน ถือเป็นหนึ่งในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่และครบวงจร ที่สุดของ TCL ในประเทศไทย 

คุณโมนิก้า เกา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า จากกลยุทธ์ที่มุ่งสู่ตลาดพรีเมียมของ TCL ที่ผ่านมา ทำให้ ปี 2568 TCL สามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง มากที่สุด โดยมีรายได้เติบโต ถึง 15.5% เมื่อเทียบกับปี ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญมาจากการเติบโต ของทุกกลุ่มสินค้าของ TCL ทั้งผลิตภัณฑ์ระดับกลาง ไปจนถึงระดับพรีเมียม จากความสำเร็จดังกล่าว ส่งผลให้ TCL ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในผลิตภัณฑ์ หลายหมวด ได้แก่

• กลุ่มทีวีและจอภาพ : TCL ครองอันดับ 1 ของโลกในด้านยอดจัดส่ง Ultra-Large Screen TV, Mini LED TV และ Google TV รวมถึงมีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ของโลกในกลุ่ม MNT 

• กลุ่มเครื่องปรับอากาศ : TCL มียอดขาย Fresh Air Conditioner อันดับ 1 ของโลก และเป็นแบรนด์เครื่องปรับอากาศจากจีน ที่มียอดส่งออกอันดับ 1 ของโลก อีกด้วย

• กลุ่มตู้เย็น : TCL มียอดจัดส่งอันดับ 1 ของโลก พร้อมเติบโตอย่างต่อเนื่องในหมวดที่เป็นผลิตภัณฑ์ระดับกลางถึงพรีเมียม ในตลาดต่างประเทศ

สำหรับตลาดประเทศไทย TCL ยังเป็นแบรนด์ที่รักษาการเติบโตมา อย่างรวดเร็ว โดยสามารถครองอันดับ 1 ด้านยอดขาย Mini LED TV และเครื่องปรับอากาศในปี 2568 ขณะที่กลุ่มตู้เย็น และเครื่องซักผ้า มีอัตราการเติบโตมากกว่า 51% เมื่อเทียบกับปี 2567 

อย่างไรก็ดี เพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จมากยิ่งขึ้น คุณโมนิก้า เกา กล่าวเสริมว่า TCL พร้อมแล้วที่จะประกาศกลยุทธ์ และการตลาดที่สำคัญในปี 2569 คือ การเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่แบรนด์พรีเมียมมากขึ้น ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมไปสู่ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด“The Journey of Greatness” จากเส้นทางการเติบโตอย่างรวดเร็ว สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของ TCL ที่อยากเชิญชวนทุกท่านมาร่วมติดตาม

นอกจากนี้ ภายในงาน TCL ผู้บริหารยังเน้นย้ำเสาหลักสำคัญ ได้แก่ Trust, Innovation และ Growth เพื่อนำไปสู่ Confidence เพราะสิ่งนี้ คือพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตร เพื่อเดินหน้าพัฒนา เทคโนโลยีล้ำสมัย และสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ในประเทศไทย 

‘The Journey of Greatness’ ไม่ได้เป็นเพียงธีมของงานเปิดตัวเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของ TCL หลังจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ในปี 2568 เราพร้อมเดินหน้าสู่ปี 2569 ด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ผ่านการพัฒนานวัตกรรมระดับพรีเมียม และการเติบโตอย่างยั่งยืน ในประเทศไทย” โมนิก้า เกา กล่าว

ด้าน ผู้บริหารระดับโลกของ TCL กล่าวเพิ่มเติมว่า “ ประเทศไทยถือเป็น หนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ ที่สำคัญที่สุดของเรา ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เรากำลังเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับตลาดไทยผ่านการลงทุน และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้าน Product และ Marketing Resource Support รวมถึงแผนการจัดตั้งโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งใหม่ ในประเทศไทย ” 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานนี้ เพื่อตอบโจทย์แนวคิด  "The Journey of Greatness" คือ การเปิดตัวเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อยกระดับ ประสบการณ์ สมาร์ทลิฟวิ่งในทุกหมวดสินค้า เพื่อครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การ อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นทีวี ซาวด์บาร์ จอมอนิเตอร์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และนวัตกรรมสมาร์ทโฮม เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตอัจฉริยะอย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์ใหม่ การพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และโซนทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์จริง เพื่อให้พาร์ทเนอร์ สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ได้สัมผัสนวัตกรรมจาก TCL อย่างใกล้ชิด พร้อมมองเห็นทิศทางของการเติมเต็มชีวิตสมาร์ทและการใช้ชีวิตแห่งอนาคต มากยิ่งขึ้น 

TCL ยังคงยึดมั่นเดินหน้าบนเส้นทางการเติบโต “The Journey of Greatness” อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภค ผ่านนวัตกรรมที่ล้ำสมัย และเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตร คู่ค้า เพื่อร่วมเดินทางสร้างประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ของการใช้ชีวิตอัจฉริยะทั้งใน ประเทศไทย และระดับโลก อย่างยั่งยืน 

สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมได้ที่ช่องทางห้างสรรพสินค้า ร้านค้าตัวแทนทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ของ TCL Thailand Official Store ข้อมูลเพิ่มเติม  https://www.tcl.com/th/th และ https://www.facebook.com/TCLThailand

#TCLThailand #TCLTheJourneyOfGreatness2026


พาณิชย์เปิดรันเวย์ใหม่ให้เกษตรไทย ดึง MasterChef ปั้นเมนูเชฟ เสิร์ฟบนฟ้า–ในเลาจน์ 3 สายการบินใหญ่

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เปิดตัวโครงการ “DIT X MasterChef” ผนึกกำลัง AirAsia การบินไทย และ Bangkok Airways พร้อมด้วยบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef Thailand นำวัตถุดิบเกษตรไทยคุณภาพจากเกษตรกรทั่วประเทศ มายกระดับเป็นเมนูพิเศษผ่านฝีมือผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand ซีซัน 7 ก่อนส่งต่อถึงผู้โดยสารทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่านบริการอาหารบนเที่ยวบินและห้องรับรองผู้โดยสารของ 3 สายการบินใหญ่

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งช่วยเกษตรกรให้มีตลาดรองรับผลผลิตมากขึ้น พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น โดยกรมการค้าภายในได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากหลายพื้นที่ ส่งต่อให้ผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand นำไปสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษ ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients World Class Experiences” ก่อนขยายผลสู่ช่องทางของสายการบิน ซึ่งเป็นตลาดที่เข้าถึงทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้โดยตรง

“หัวใจของโครงการนี้ คือการช่วยดูดซับผลผลิตจากเกษตรกร และนำมายกระดับให้มีมูลค่าสูงขึ้น ผ่านความคิดสร้างสรรค์ของเชฟรุ่นใหม่ ก่อนส่งต่อสู่ผู้โดยสารของสายการบินทั้ง 3 แห่ง ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้สินค้าเกษตรไทย” นายวิทยากรกล่าว

นายกิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เฮลิโคเนียพร้อมใช้พลังของรายการ MasterChef Thailand และคอนเทนต์อาหารในเครือ ช่วยโปรโมตวัตถุดิบไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยส่งเชฟจาก MasterChef Thailand ซีซัน 7 มาร่วมสร้างสรรค์เมนูกับเชฟของสายการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ มีผู้เข้าแข่งขันจากรายการ MasterChef Thailand ซีซัน 7 จำนวน 4 คน จากผู้ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย มาร่วมสร้างสรรค์เมนูจากวัตถุดิบเกษตรไทย เพื่อนำไปต่อยอดเป็นเมนูพิเศษในบริการของสายการบินพันธมิตร ทั้งบนเที่ยวบินและในห้องรับรองผู้โดยสาร โดยเป็นการพาวัตถุดิบไทยเข้าสู่ตลาดนักเดินทาง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศ


นางสาวอรอนงค์ เมธาพิพัฒนกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าและบริการบนเครื่องบิน บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด กล่าวว่า แอร์เอเชียพร้อมต่อยอดความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน จากเดิมที่เคยนำผลไม้ไทยมาพัฒนาเป็นเมนูบนเครื่องบิน โดยในปี 2569 จะร่วมกับ DIT และ MasterChef พัฒนาเมนูใหม่จากวัตถุดิบไทยคุณภาพ และทยอยเปิดตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้โดยสารและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรไทย

นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่หน่วยธุรกิจการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยจะนำเมนูจากโครงการนี้ไปต่อยอดในกิจกรรม “Chef of the Month” ภายในห้องรับรองชั้น First Class และ Business Class ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569 โดยให้ทีมเชฟจาก MasterChef ร่วมกับทีมเชฟฝ่ายครัวการบินไทย พัฒนาเมนูที่สะท้อนความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพของวัตถุดิบไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์พิเศษให้ผู้โดยสาร

นายจุลิน กอเจริญ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายบริหารเครือข่ายเส้นทางการบินและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Bangkok Airways พร้อมนำวัตถุดิบเกษตรไทยไปพัฒนาเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มพิเศษ ทั้งในห้องรับรองผู้โดยสารและบนเที่ยวบิน เพื่อส่งต่อรสชาติและเรื่องราวของสินค้าไทยไปยังผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมช่วยสนับสนุนเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก

นายวิทยากร กล่าวว่า “สินค้าเกษตรที่นำมาใช้ในโครงการมีหลากหลาย ทั้งกลุ่มประมง ปศุสัตว์ และพืชผลทางการเกษตร เช่น ปลากะพง 3 น้ำ จังหวัดสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย ข้าวประณีต 6 สายพันธุ์จากทั่วประเทศ กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งจะถูกนำไปพัฒนาเป็นเมนูพิเศษ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างภาพจำใหม่ให้กับสินค้าเกษตรไทย”

“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการช่วยเกษตรกรแบบยกระดับ ไม่ใช่เพียงการระบายผลผลิตระยะสั้น แต่เป็นการสร้างตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรไทย เพิ่มโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันวัตถุดิบไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ผ่านประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารจากทั่วโลก” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย


กรมทรัพย์สินทางปัญญา คิกออฟโครงการ “SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP” ปักหมุดลุยพื้นที่ 6 ภูมิภาค ดัน SME ใช้ IP สร้างแต้มต่อธุรกิจยุคใหม่

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ในยุคการแข่งขันสูง เปิดตัว “โครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP” อย่างเป็นทางการ ชูบทบาท “ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)” เป็นเครื่องมือสำคัญเสริมแกร่งในการดำเนินธุรกิจ เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ ป้องกันการลอกเลียน และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในตลาดยุคใหม่ ซึ่งงานเปิดตัวโครงการฯ จัดขึ้น

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ กรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SME สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมงานเปิดตัวโครงการอย่างคึกคัก 

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า SME ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยประเทศไทยมี SME กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของวิสาหกิจทั้งหมด อย่างไรก็ดี สัดส่วนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME ไทยในปัจจุบันเพียง 34.95% ของ GDP หรือประมาณ 1.72 ล้านล้านบาท สะท้อนข้อจำกัดของ SME ไทยในการเข้าถึงตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ดังนั้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการติดอาวุธและสร้างความแข็งแกร่งให้ SME ไทย เพื่อให้สามารถเพิ่มส่วนแบ่งของ SME ในมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) คิกออฟโครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP เนื่องจากเห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญามีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ 

ทั้งเรื่องการสร้างแบรนด์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพิ่มความน่าเชื่อถือ และต่อยอดโอกาสทางการค้าได้มากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย

นางอรมน กล่าวว่า “โครงการ SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วย IP” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ SME ไทยมีการสร้างสรรค์ คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ มาใช้ในการสร้างแบรนด์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และการผลักดันให้สินค้าที่ได้มีแบรนด์สามารถสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับ SME ผู้เป็นเจ้าของได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการยกระดับศักยภาพการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

จุดเด่นของโครงการนี้ คือการพัฒนาผู้ประกอบการ SME แบบครบวงจร โดยภายใต้โครงการดังกล่าว กรมฯ ได้จัดให้มีกิจกรรมหลัก ดังนี้ (1) จัดอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการ SME มากกว่า 300 กิจการ

ทั่วไทย ในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2569 ใน 6 ภูมิภาค ทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านเศรษฐกิจและมีผู้ประกอบการ SME จำนวนมาก ให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร ทั้งการอบรมส่งเสริมความรู้ด้าน IP การตลาด และการสร้างแบรนด์ ตลอดจนให้คำปรึกษาเชิงลึกแบบตัวต่อตัวและให้คำแนะนำการออกแบบโลโก้และสร้างแบรนด์ ให้สามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มต้นที่จังหวัดราชบุรีและกรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 (2) ผู้ประกอบการ 300 คนแรกที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสูงสุด 3,000 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้มากขึ้น ได้รับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า

ตามกฎหมายและในระยะเวลาที่รวดเร็วทันใช้งาน โดยกรมฯ ได้จัดให้มีบริการ Fast Track เร่งรัดการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีความจำเป็นต้องนำเครื่องหมายการค้าไปใช้อย่างเร่งด่วน ซึ่งจะทราบผลการพิจารณาภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ยื่นคำขอ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ

ที่เข้าร่วมโครงการได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าอย่างรวดเร็ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และต่อยอดสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ (3) เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ 150 รายที่เข้าร่วมโครงการได้นำสินค้าและบริการมาจำหน่าย พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงจับคู่การเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการ SME กับผู้ซื้อจากภาคธุรกิจต่างๆ เช่น โมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิต เพื่อให้เกิดการซื้อขายสร้างรายได้จริง ผ่านงานแฟร์ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 4-6 กันยายน 2569 ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสเกต โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมไม่ต่ำกว่า 15 ล้านบาท


ทั้งนี้ ภายหลังพิธีเปิดตัวโครงการฯ กรมฯ ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “บทบาททรัพย์สินทางปัญญา กับการเพิ่มมูลค่าในธุรกิจ SME” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในการนำ IP มาต่อยอดธุรกิจ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสร้างแบรนด์ การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ 

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายภเชศ จารุมนต์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทรัพย์สินอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา นายพีรพงศ์ คุณเลิศอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม ดีไลท์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของขนมทองม้วนแบรนด์ GreenVille นายทรรศิน อินทานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สไมล์ฟาร์ม ฟู้ด แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ZENFRY และ ดร.ณัฐเดช ยอแซฟ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์โอฬาร จำกัด เจ้าของแบรนด์ Vivy โดยผู้ร่วมเสวนาต่างสะท้อนมุมมองตรงกันว่า “แบรนด์” และ “ทรัพย์สินทางปัญญา” เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพิ่มมูลค่าสินค้า และทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้ในตลาดปัจจุบัน สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://qr.ipthailand.go.th/NJs2S8Tr โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 547 4664 

โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป 





“ศรัทธานำทางสู่มหากาพย์!” เปิดชมซ้อมใหญ่ ‘นาคราช เดอะ มิวสิคัล’ นักแสดงทุ่มสุดตัว พร้อมเปิดม่าน 18 มิถุนายน นี้ที่ โรงละครเอ็มเธียเตอร์

ใกล้เปิดม่านทำการแสดงแล้ว สำหรับตำนาน นาคาแห่งลุ่มน้ำบูรพา มหากาพย์ ความรัก ความศรัทธา  “นาคราช เดอะ  มิวสิคัล” โดย กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมสนับสนุน  “กลุ่มศิลปการแสดงภิวัฒน์”   ส่งเสริมศักยภาพ พัฒนา และยกระดับบุคลากรในอุตสาหกรรมการแสดง รับศักราชใหม่ ผลิตผลงานละครเวทีสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “นาคราช  เดอะมิวสิคัล”  ในรูปแบบศิลปะการแสดงร่วมสมัยในสาขาการละครโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการส่งเสริมศักยภาพ พัฒนาและสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ ที่มีคุณภาพเข้าสู่วงการศิลปะและอุตสาหกรรมการแสดงในประเทศ โดยมี นายนภาดล กำปั่นทอง เป็นผู้ดำเนินโครงการ พร้อมเปิดให้สื่อมวลชนได้เข้าชมการซ้อมเป็นครั้งแรก ณ Point Studio ลาดพร้าว 99 หลังทุ่มเวลาเตรียมงานนานนับเดือน 

      งานนี้ ผู้กำกับ  อัตฐา เพิ่มพูน นัดรวมพลนักแสดงซ้อมประชันฝีมือเสมือนจริงร่วมกันครั้งแรกแบบครบทีม ทั้ง ปีเตอร์แพน ทัศน์พล วิวิธวรรธ์ ,บิว จักรพันธ์ พุทธา, มาริลิน เคท การ์ดเนอร์, หมอก้อง สรวิชญ์ สุบุญ, ชบา ณัฏฐามณี พิชญสุทธิศีล, สุริยา เยาวสังข์, กวินธร แสงสาคร,พัชรพล สันติพร ฯ และนักแสดงสมทบอีกมากมาย ซึ่งบรรยากาศการซ้อมร้อง ซ้อมการแสดงที่นักแสดงทุกคนได้ถ่ายทอดตัวละครออกมานั้น เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ และ พลังแห่งศรัทธา อย่างเปี่ยมล้น 

ฟากทีมงานทุกภาคส่วนต่างระดมกำลังสร้างสรรค์เต็มที่ทั้ง ผู้กำกับฯ ทีมงาน ฉาก แสง สี เสียง ประชุมความพร้อมเพื่อให้ผลงานออกมา ตื่นตา ตื่นใจ นักแสดงซ้อมบท ทยอยเข้าห้องอัดเสียงใกล้สมบูรณ์แล้ว ซึ่งบทเพลงในละคร “นาคราช เดอะ มิวสิคัล” เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ อาทิ เพลง เทวะบัญชา,เพลง สันติปฏิญญา,เพลง สงคราม, เพลง โฉมงาม, เพลง ดาวดวงใจ, เพลง ไฟริษยา, เพลง เดียวดายฯ  แต่งคำร้องโดย  นภาดล กำปั่นทอง  ประพันธ์ทำนอง ควบคุมการสอนร้องเพลงเพลงโดย  ธานัท ธัญญหาญ  ทุกบทเพลง ล้วนมีความไพเราะ สื่อความหมายถึงตัวละครได้อย่างเหมาะสมลงตัว




“นาคราช เดอะ มิวสิคัล” เรื่องราวของนาคาธิปดีผู้ปกครองบาดาล และดินแดนแห่งลุ่มน้ำบูรพา ที่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมรัก และสงครามแห่งนาคภิภพ…เมื่อความรักถูกโหมด้วยไฟริษยา และอสูรลมปะทุหวังครองบัลลังก์บาดาล มหานาฏกรรมแห่งลุ่มน้ำบูรพา จากตำนานส่งผ่านจิตวิญญาณสู่ละครเวที… จากความรักสู่ไฟแค้น… จากสันติ… สู่สงคราม เกิดมหากาพย์  ตำนานรักข้ามภพ  พลังศรัทธาที่อยู่เหนือกาลเวลา  “นาคราช เดอะ มิวสิคัล” นำแสดงโดย  ปีเตอร์แพน วิวิธวรรธ์ รับบท  พญาเพชรภัทรนาคราช ,มาริลิน เคท การ์ดเนอร์ รับบท พระนางอัญญารินทร์ธสินีเทวี ,  จักรพันธ์ พุทธา รับบท พญาวายุจักร ,สรวิชญ์ สุบุญ รับบท จอมเวท ,   ณัฏฐามณี พิชญสุทธิศีล รับบท พระนางนีลารุจี,   สุริยา เยาวสังข์ รับบท พระมหาสุวรรณ , กวินธร แสงสาคร รับบท ปุโรหิต , พัชรพล สันติพร รับบท กัมมันต์ 

         มาร่วมพิสูจน์และออกเดินทางไปบนเส้นทาง แห่งความรัก ความศรัทธา ใน “ นาคราช เดอะมิวสิคัล ”  เปิดม่านการแสดง 18 และ วันที่ 20 - 21 มิถุนายน นี้  ณ โรงละครเอ็มเธียเตอร์ เปิดจองบัตรแล้ววันนี้!!  ที่ ไทยทิคเก็ต เมเจอร์ ทุกสาขา  หรือ โทร 02-2623456







เปิดตัวครั้งประวัติศาสตร์ “Thai Street Gold Star” ร่ายมนต์สตรีทฟู้ดไทย สู่ “ดาวทองอัจฉริยะระดับโลก”

สสว. ผนึกกำลัง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดตัว “Thai Street Gold Star” ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. ร่ายมนต์สตรีทฟู้ดไทย สู่ “ดาวทองอัจฉริยะระดับโลก” ปลุกพลัง Soft Power ไทย สร้างมาตรฐานใหม่เขย่าโลกอาหารและ Wellness ด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบ SME ไทย

ประเทศไทยกำลังจะสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญบนเวทีโลก มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประกาศเปิดตัว “Thai Street Gold Star” ภายใต้ โครงการยกระดับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดและท่องเที่ยงเชิงสุขภาพสู่มาตรฐานสากล (Therapy Festival & Thai Street Gold Star Project) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของ สสว. อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการสตรีทฟู้ดไทยและธุรกิจสุขภาพไทย ภายใต้แนวคิดร่ายมนต์สตรีทฟู้ดไทย สู่ดาวทองอัจฉริยะระดับโลก โครงการฯ นี้ถือเป็นการประกาศศักยภาพครั้งใหม่ของประเทศไทย ในการผลักดันอาหารไทยและธุรกิจ Wellness ให้กลายเป็น Soft Power ระดับโลก ผ่านการยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ SME ไทย ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี AI นวัตกรรมดิจิทัล และระบบมาตรฐานสากลแห่งอนาคต

ไฮไลต์สำคัญของโครงการที่สร้างเสียงฮือฮาและได้รับความสนใจอย่างมากภายในงาน คือ การเปิดตัวตราสัญลักษณ์ และการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “Thai Street Gold Star” อย่างเป็นทางการครั้งแรกของประเทศไทย ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับประสบการณ์การค้นหาและเข้าถึงร้านสตรีทฟู้ดไทยในมาตรฐานระดับสากลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทันสมัย ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะแอปพลิเคชั่น “Thai Street Gold Star” ที่ถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของสตรีทฟู้ดไทยและธุรกิจ Wellness ไทย ที่คัดเลือกและรวบรวมร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน  “Thai Street Gold Star”       โดยแอปพลิเคชัน “Thai Street Gold Star” ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือค้นหาร้านค้า แต่คือ “ประตูดิจิทัล” ที่จะพาสตรีทฟู้ดไทยยกระดับก้าวเข้าสู่เวทีโลก โดยเริ่มต้นจาก 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร จังหวัดชลบุรี และจังหวัดเชียงใหม่ ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคสามารถค้นหาร้านค้าได้อย่างง่ายดาย ทั้งตามประเภทอาหาร พิกัดทำเล คะแนนรีวิว มาตรฐานสุขอนามัย รวมถึงบริการด้าน Wellness และ Food Therapy ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศในอนาคต นอกจากนี้ภายในแอปพลิเคชันยังมีการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลอัจฉริยะเข้ามาช่วยวิเคราะห์และแนะนำร้านค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งาน พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลการท่องเที่ยว โปรโมชั่น กิจกรรมพิเศษ และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารและสุขภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก


การเปิดตัวโครงการฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุค Smart Street Food & Wellness Tourism อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์ของโครงการฯ ในการผลักดันผู้ประกอบการ SME ไทยให้ก้าวทันโลกดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานธุรกิจด้วยเทคโนโลยี และสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้โครงการฯ ยังเดินหน้าสร้างสนามจริงแห่งโอกาสผ่านการจัดกิจกรรม Roadshow ทดสอบตลาดจริงครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่ตลาดระดับประเทศและระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม ในการจะนำผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพจากโครงการ Thai Street Gold Star ได้ทดลองจำหน่ายสินค้าและบริการ พบปะนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภคจริง รวมถึงเก็บข้อมูลเชิงลึกด้านการตลาด ความนิยมของสินค้า เทรนด์ผู้บริโภค และประสบการณ์การใช้งาน       ในการลงพื้นที่จริงใน 3 เมืองยุทธศาสตร์สำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เมืองแห่งวัฒนธรรมและ Wellness ระดับโลก เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภาคตะวันออก และจังหวัดกรุงเทพมหานคร มหานครสตรีทฟู้ดระดับโลกที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการ “Thai Street Gold Star” และกำหนดการ Roadshow ได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ Facebook : ThaiLand Food Therapy Festival 








นิกกี้" ชวน "เกรท" ขนอินฟลูดัง ดวลแข้งนัดพิเศษสุดฮา เปิดตัวแคมเปญ “ต่อเวลาความสนุก ต่อเวลาเพื่อน” รวมตัวเพื่อนซี้คอบอล รับเทศกาลฟุตบอลระดับโลกที่ทุกคนรอคอย


น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง ผู้นำด้านสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ดึงอินไซต์จริงจากสีสันการเชียร์เพื่อนซี้คอบอล ถ่ายทอดภาพยนตร์โฆษณา “ต่อเวลาเพื่อน” ตามสไตล์ "เติมเต็มคำว่าเพื่อน"  

เปิดโหมดเพื่อนซี้ กับโมเมนต์เชียร์บอลสุดเดือด ฮาสนั่นสนาม ในแมตช์กระชับมิตร รวมดาวดัง 2 วงการ ระหว่างทีม “ช้างเพื่อนซี้คอบอล” ประชันตัวตึง “ทีมช้างศึก All-Stars”

ผนึกกำลัง Ari คอลแล็บสปอร์ตแฟชั่นไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เอาใจคนรุ่นใหม่ เตรียมเสียงเชียร์กันให้พร้อม เพราะนาทีนี้ไม่มีอะไรจะร้อนแรงไปกว่าบรรยากาศของคอบอลชาวไทยอีกแล้ว เมื่อ น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง เดินหน้าแบบใส่สุด เปิดโหมดเพื่อนซี้ ต่อความความสนุก เนรมิต Ari Football One Bangkok ให้กลายเป็นสนามแห่งมิตรภาพ ในงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “ต่อเวลาความสนุก ต่อเวลาเพื่อน” ต้อนรับฤดูกาลฟาดแข้งระดับโลกที่กำลังจะมาถึง 

งานนี้บอกเลยว่าจัดเต็มความบันเทิงและไลฟ์สไตล์แบบตะโกน! เพราะช้างจับอินไซต์จริงของแก๊งเพื่อนซี้คอบอล มาเล่าผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุด “ต่อเวลาเพื่อน” ที่บอกเลยว่าโดนใจ Gen Y และ Gen Z 

แบบเต็มๆ โดยเฉพาะโมเมนต์บลัฟฉ่ำๆ ระหว่างเกมที่มาช่วยเพิ่มอรรถรสการเชียร์ให้สนุกแบบทวีคูณ กับแมตช์ กระชับมิตรที่จัดขึ้นเฉพาะกิจ รวมตัวเหล่าซุปตาร์คอบอลและตัวจี๊ดในวงการฟุตบอล มาร่วมประชันแข้งในนัดพิเศษนี้ เพื่อสร้างโมเมนต์การเชียร์บอลติดขอบสนาม

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก เป็นกันเองตามสไตล์ Casual & Friendship ที่ช้างตั้งใจมอบให้ เรียกเสียงหัวเราะและเติมสีสันได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดสนาม


จากวิสัยทัศน์สู่การเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ ผ่านมิตรภาพ

คุณเจษฎากร โคชส์ ผู้อำนวยการสำนักการตลาด น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวถึงแมตช์กระชับมิตรนี้ว่า เกิดจากแคมเปญ ‘ต่อเวลาความสนุก ต่อเวลาเพื่อน’ ที่ช้างมองฟุตบอลเป็นมากกว่าเกมกีฬา แต่คือจุดศูนย์รวมของมิตรภาพ แคมเปญ ‘ต่อเวลาความสนุก ต่อเวลาเพื่อน’ จึงเกิดขึ้นจากความเข้าใจในอินไซต์ของกลุ่มเพื่อนซี้คอบอลเดียวกันที่มักมารวมตัวกัน เพื่อสร้างช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันในระหว่างการแข่งขัน 

ในฐานะที่น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง เป็นผู้นำด้านสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง และเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคโดยเฉพาะแฟนบอลไทยนึกถึงเป็นอันดับแรก เป็น Top-of-mind ที่ครองใจผู้บริโภค เพื่อเป็นการต้อนรับเทศกาลฟุตบอลระดับโลกที่ทุกคนรอคอย จึงใช้โอกาสนี้ขยายความหมายของคำว่า ‘เติมเต็มคำว่าเพื่อน’ ให้ชัดเจนและทันสมัยยิ่งขึ้น โดยช้างทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานให้ยาวนานออกไป ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร มิตรภาพระหว่างเพื่อนจะยังคงดำเนินต่อไปและสนุกสนานได้ยิ่งกว่าเดิม ผ่านแคมเปญ ‘ต่อเวลาความสนุก ต่อเวลาเพื่อน’ ที่จะมีกิจกรรมอีกมากมาย 

เพื่อให้เห็นภาพการต่อเวลาความสนุกของการเชียร์บอล น้ำแร่ธรรมชาติตราช้างจึงจำลองแมตช์กระชับมิตร ดึงเหล่าดาราและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังที่มีอิทธิพลในวงการบันเทิงและฟุตบอล นำโดย นิกกี้-ณฉัตร 

จันทพันธ์ และ เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ พร้อมด้วยแก๊งเพื่อนซี้คอบอลที่เป็นคอเดียวกัน มาร่วมส่งต่อพลังความสนุก ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ให้เข้าสู่กลุ่มไลฟ์สไตล์ได้กว้างขึ้น มากกว่าเรื่องในสนาม ให้ครอบคลุมไปถึงทุกจังหวะชีวิตที่มีเพื่อนอยู่เคียงข้าง

เข้าถึงโมเมนต์เพื่อนซี้คอบอล ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ 

ฮีโร่หลักของแคมเปญนี้ คือ การถ่ายทอดเรื่องราวที่จริงใจและเข้าถึงง่าย ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ชื่อ “ต่อเวลาเพื่อน” ที่มาจากการดึงอินไซต์จริงกลุ่มเพื่อนเวลาดูบอลมาถ่ายทอดได้อย่างเจ็บแสบและจริงใจ โดยเฉพาะจังหวะการบลัฟหรือการหยอกล้อกันระหว่างแฟนบอลที่มักเติมสีสันเจ็บแสบ เผ็ดร้อน และเต็มไปด้วยมิตรภาพ เพราะสิ้นสุดเสียงนกหวีด เสียงหัวเราะก็ยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อเฉลิมฉลองมิตรภาพที่เกิดขึ้น ซึ่งสื่อชุดนี้มุ่งเน้นสร้างแรงบันดาลใจและเข้าถึงไลฟ์สไตล์กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่ออกมารวมตัวกันส่งเสียงเชียร์ เพื่อเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำน่าประทับใจ

Chang X Ari ร่วมสร้างไอเทมสปอร์ตแฟชั่น ต่อยอดกีฬาสู่ชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สายแฟต้องมี คือ การปล่อยคอลเลกชัน Jersey Collection สุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากการจับมือกันระหว่าง น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง และ Ari (อาริ) ในฐานะฟุตบอลคอมมูนิตี้ฮับ อันดับ 1 ของประเทศไทย เพื่อให้เป็นไอเทมสปอร์ตแฟชั่นสุดคูลที่ใส่ไปไหนก็รอด ต่อยอดไลฟ์สไตล์จากขอบสนามสู่ชีวิตประจำวันให้แฟนบอลได้สนุกกับมิตรภาพได้ต่อเนื่องในทุกแมตช์สำคัญ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่รักในแฟชั่นแนวสปอร์ต โดยจะมีการวางจำหน่ายที่ร้าน Ari Football One Bangkok และ Siam Square รวมถึงกิจกรรมทางการตลาดที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม เพื่อให้แฟนบอลได้รับประสบการณ์ที่ครบวงจร ทั้งการเชียร์บอลให้สนุกและการแต่งตัวที่มีสไตล์ ให้ออกไปต่อเวลาความสนุกกับเพื่อนซี้ตลอดฤดูกาล


ศึกเพื่อนซี้ดวลแข้ง แมตช์กระชับมิตรเรียกเสียงเฮสนั่น

และเพื่อให้ทุกคนเตรียมวอร์มคอให้พร้อม ในงานเปิดตัวแคมเปญ จึงปักหมุดความสนุก ด้วยแมตช์ กระชับมิตรระหว่างทีม “ช้างเพื่อนซี้คอบอล” นำทัพโดยหนุ่มสายฮา “นิกกี้” ณฉัตร จันทพันธ์, “เกรท”        วรินทร ปัญหกาญจน์ และ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย อดีตนักเตะทีมชาติไทย พร้อม แจ็ค แฟนฉัน และ 

“เต๋า” เศรษฐพงศ์ เพียงพอ มาปะทะแข้งกับทีม “ช้างศึก All-Stars” นำโดยเหล่านักเตะดีกรีทีมชาติไทยตัวตึงอย่าง “หนึ่ง” ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว, “มิค” ยศกร บูรพา , อิคลาส สันหรน และ “โฟร์แบร์” อนันต์           ยอดสังวาลย์ ที่มาประชันฝีเท้า ฝีแข้ง และฝีปากกันอย่างดุเดือด 

บูสต์เอนเนอร์จี้ขึ้นไปอีก เมื่อได้ทีมพากย์อย่าง “เกม” ขอบสนาม และ พิชชงพิชชี่ อินฟลูฯ ฟุตบอลสาวชื่อดัง รับหน้าที่สร้างความครึกครื้น บรรยายเกมการแข่งขันชนิดไม่มีใครยอมใคร ทำเอาคนดูเฮลั่น ทั้งลุ้นทั้งขำปอดโยก บลัฟกันฉ่ำ ถือเป็นการจำลองการต่อเวลาความสนุก จากการเชียร์บอลกับเพื่อนซี้ได้สมบูรณ์แบบ ฉายภาพ “เติมเต็มคำว่าเพื่อน” ที่ช้างตั้งใจส่งมอบมาโดยตลอด 

เมื่อพูดถึงความอินในโลกลูกหนัง คอบอลเต็งหนึ่งอย่าง “นิกกี้” ณฉัตร จันทพันธ์ ที่ร่วมงานกับครอบครัวช้างมาอย่างยาวนานถึง 4 ปีเต็ม เล่าถึงไวบ์สุดโปรดในการเชียร์บอลว่า “ความเป็นคอบอล คือ ตัวผมเลย ยิ่งทีมในดวงใจลงเตะเมื่อไหร่ บอกเลยว่าบ้านแตก เพราะสำหรับผมเสน่ห์ของฟุตบอล มากกว่าผลแพ้ชนะ คือโมเมนต์ที่เพื่อนๆ ได้มารวมตัวกัน ได้มานั่งล้อมวงดูบอลด้วยกัน ได้ยิงมุกฮาๆ ใส่กัน หรือจังหวะที่ได้บลัฟเพื่อนแบบรั่วๆ คือทีเด็ดที่ช่วยต่อเวลาความสนุกให้จึ้งกว่าเดิม เป็นการเติมเต็มมิตรภาพกันได้ยาวๆ”

ด้านพระเอกหนุ่มคอบอลอย่าง “เกรท” วรินทร ปัญหกาญจน์ ที่เดินทางกับแบรนด์เข้าสู่ปีที่ 3 


แชร์มุมมองเรื่องฟุตบอลและมิตรภาพไว้อย่างน่าสนใจ

 “ตลอด 3 ปีที่ร่วมแคมเปญกับช้างมา เห็นได้ชัดเลยว่าฟุตบอลเป็นสื่อกลางเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดี     ไม่ว่าจะลงไปเล่นในสนาม หรือการรวมตัวในกลุ่มเพื่อนคอเดียวกันมานั่งเชียร์ด้วยกัน ใครที่รู้จักเกรทจะรู้เลยว่าฟุตบอลคือชีวิตจิตใจผม   ยิ่งเวลามีแมตช์พิเศษ ผมไม่เคยพลาดเลยนะ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่จะได้รวมตัว     กลุ่มเพื่อนซี้จริงๆ บางคนไม่ได้เจอกันนาน พอเกมเริ่มปุ๊บ ทุกอย่างก็กลับมาจอยกันได้ทันที บรรยากาศตอนลุ้นประตูด้วยกัน บลัฟกันบ้าง แซวกันบ้าง คือโมเมนต์ที่หาจากไหนไม่ได้จริงๆ จนเสียงนกหวีดจบเกมแล้ว เราก็จะ       ต่อเวลาความสนุกนี้ คุยกันถึงเกมนั้นๆ ต่อ ถือเป็นช่วงเวลาที่แฮปปี้ที่สุด”

สำหรับคอบอลติดตามข่าวสารและกิจกรรมสนุกๆ ของแคมเปญนี้ได้ ทาง Facebook: Chang World 


#Changเติมเต็มคำว่าเพื่อน

#ต่อเวลาความสนุกต่อเวลาเพื่อน

#คอบอลคอช้างคอเดียวกัน

© all rights reserved
made with by templateszoo