LATEST POSTS

LIFESTYLE

featured

IPM VIDEO

คลิปล่าสุด
ดูทั้งหมด →
กำลังโหลดวิดีโอ...

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี–กทม. ชวนประชาชนประดิษฐ์ “ดอกไม้จันทน์” แสดงความอาลัยจากดวงใจ

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี–กทม. 
ชวนประชาชนประดิษฐ์ “ดอกไม้จันทน์” แสดงความอาลัยจากดวงใจ

จัดกิจกรรม “กรองดอกไม้จันทน์ กลั่นจากดวงใจ จากปวงลูกไทยถวายแม่ของแผ่นดิน” เชิญชวนประชาชนร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ด้วยตนเอง แสดงความจงรักภักดี ความสามัคคี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรม “กรองดอกไม้จันทน์ กลั่นจากดวงใจ จากปวงลูกไทยถวายแม่ของแผ่นดิน” เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมทำดอกไม้จันทน์ด้วยตนเอง เพื่อแสดงความอาลัยด้วยหัวใจและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสามัคคี และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน

กิจกรรมจัดขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–11.00 น. ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานครไทย–ญี่ปุ่น (ดินแดง) โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ พร้อมเยี่ยมชมและให้กำลังใจประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม

ภายในงานมีภาคีเครือข่ายจากภาคประชาชน รวมถึงผู้มีชื่อเสียงจากหลากหลายหน่วยงาน อาทิ เหล่านางงาม–ชายงาม พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และอินฟลูเอนเซอร์ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

ถ่ายทอดองค์ความรู้ ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ 10 รูปแบบ

กิจกรรมครั้งนี้มีวิทยากรจากโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครทั้ง 10 แห่ง รวมถึงวิทยากรสัญจรและวิทยากรจิตอาสา ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และสาธิตขั้นตอนการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปถวายความอาลัยและวางในซุ้มดอกไม้จันทน์

กรุงเทพมหานครตั้งเป้าหมายจัดทำดอกไม้จันทน์จำนวน 3,000,000 ดอก โดยนำเสนอรูปแบบดอกไม้จันทน์จำนวน 10 แบบ ได้แก่

  1. ดอกพุดซ้อน
  2. ดอกบัวสวรรค์
  3. ดอกกุหลาบ
  4. ดอกลีลาวดี
  5. ดอกดารารัตน์
  6. ดอกพุดตาน
  7. ดอกแก้ว
  8. ดอกโมกราชินี
  9. ดอกเหลืองปรีดียาธร
  10. ดอกแคทลียา ควีนสิริกิติ์

ประชาชนที่สนใจสามารถสแกน QR Code หรือดาวน์โหลดคลิปวิดีโอสาธิตการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ได้ทางเว็บไซต์ของสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

เปิดจุดจัดทำดอกไม้จันทน์ทั่วกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมสถานที่สำหรับจัดทำดอกไม้จันทน์ไว้หลากหลายจุด โดย โรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานครทั้ง 10 แห่ง เปิดสอนวันอาทิตย์–วันศุกร์ เวลา 09.00–15.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมเรียนรู้และร่วมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ได้อย่างทั่วถึง



ท่องเที่ยวฯ เดินหน้าแผนชาติ ฉบับ 4 ชู 5 เสาหลัก ดันไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก

ท่องเที่ยวฯ ระดมภาคีเครือข่าย เดินหน้าแผนชาติ ฉบับ 4 
ดันไทยสู่จุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเวทีระดมความเห็นรัฐ–เอกชน–ชุมชน ชู 5 เสาหลัก “คุณค่า–ยั่งยืน–แข่งขัน–ยืดหยุ่น–เชื่อมโยง” มุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทย สร้างรายได้กระจายสู่ชุมชน และรับมือโลกที่เปลี่ยนแปลง

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าขับเคลื่อน แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวไทยในอนาคต มุ่งยกระดับจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายรายได้สู่ประชาชนและชุมชน พร้อมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก”

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ ชุมชน และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วม ณ ห้องประชุม Citrine Room ชั้น 5 โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี

5 เสาหลัก ขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยสู่ระดับโลก

แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 กำหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก” (Thailand as a World-Class Quality Tourism Destination) พร้อมกำหนด 5 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

  1. คุณค่า – ยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้การท่องเที่ยวไทย
  2. ยั่งยืน – ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนและเติบโตอย่างสมดุล
  3. แข่งขัน – เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
  4. ยืดหยุ่น – เสริมสร้างระบบการท่องเที่ยวให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลง
  5. เชื่อมโยง – ยกระดับการบริหารจัดการการท่องเที่ยวด้วยข้อมูลและการบูรณาการความร่วมมือ

ทั้ง 5 เสาหลักมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

นอกจากนี้ แผนยังให้ความสำคัญกับโจทย์ท้าทายที่ส่งผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทั้งการสร้างรายได้และกระจายประโยชน์สู่ประชาชน การพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม การปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อธุรกิจและการลงทุน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารความเสี่ยงและภัยพิบัติ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนและตัดสินใจ

เปลี่ยนกรอบนโยบายสู่การปฏิบัติจริง

หัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการเปลี่ยนกรอบนโยบายให้เป็นการปฏิบัติจริง โดยสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับการถ่ายทอดเป้าหมายและตัวชี้วัดสู่การดำเนินงาน การเชื่อมโยงแผนงานและโครงการกับงบประมาณ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนการติดตามและประเมินผล เพื่อให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันและเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

เปิดมุมมองอนาคตการท่องเที่ยวไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ TALK SESSION ที่เปิดมุมมองอนาคตการท่องเที่ยวไทยจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ใน 4 ประเด็น ได้แก่

  • “เมื่อโลกเปลี่ยน การท่องเที่ยวไทยจะอยู่อย่างไรให้ยั่งยืน” โดย ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA)
  • “การแข่งขันครั้งใหม่ของการท่องเที่ยวไทย: เราต้องเปลี่ยนอะไรเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” โดย นายกิตติ พรศิวะกิจ ประธานคณะกรรมการ Smart Tourism สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • “เมื่อการท่องเที่ยวทำให้ชุมชนเติบโต: จากผู้มาเยือนสู่คุณค่าที่คืนกลับสู่พื้นที่” โดย นายสมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โลเคิล อไลค์ จำกัด
  • “นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่กำลังมองหาอะไรจากประเทศไทย” โดย นางสาวกมลเนตร เรืองศรี นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์ด้านการท่องเที่ยว

มุมมองจากทั้ง 4 เวทีสะท้อนถึงความท้าทายของการท่องเที่ยวไทยในยุคใหม่ ทั้งการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตกับความยั่งยืน การปรับตัวรับการแข่งขันที่เข้มข้น การสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ชุมชน และการตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวไทยในระยะต่อไป

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความเป็นเจ้าของแผนร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน เพื่อให้แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 ไม่หยุดอยู่เพียงกรอบนโยบาย แต่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ผู้ประกอบการ ชุมชน และนักท่องเที่ยว พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ แข่งขันได้ กระจายประโยชน์อย่างสมดุล และก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน



เกษตรฯ พร้อมเปิด “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” 1 พ.ย.นี้ คาดผู้ชม 3.6 ล้านคน

กระทรวงเกษตรฯ ประกาศพร้อมเปิด “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” 
ครั้งแรกในอีสาน คาดผู้เข้าชม 3.6 ล้านคน กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร จัดงานแถลงข่าวประกาศความพร้อม “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี

โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในงานแถลงข่าว พร้อมด้วย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมแถลงความพร้อมในการจัดงาน

ขณะที่ นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี มอบหมายให้ นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ร่วมแถลงความพร้อมของจังหวัดในการต้อนรับผู้เข้าชมจากทั่วโลก

ครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่

มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ได้รับการรับรองจาก สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) และนับเป็นการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

งานจัดขึ้น ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 รวมระยะเวลา 134 วัน

ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” หรือ “Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living”

จัดเต็ม 32 สวนนานาชาติ จาก 17 ประเทศ

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ สวนนานาชาติ 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็นสวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และสวนนานาชาติภายในอาคารอีก 16 สวน

นอกจากนี้ ยังมีสวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน รวมถึงสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน และไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนกว่า 1 ล้านต้น

พร้อมด้วยนิทรรศการและกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ตั้งเป้าผู้เข้าชม 3.6 ล้านคน กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ตั้งเป้าผู้เข้าชมประมาณ 3.6 ล้านคน และคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันจังหวัดอุดรธานีสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

สำหรับบัตรเข้าชมงานเปิดจำหน่ายในราคา 199 บาท เท่ากันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถซื้อบัตรได้ที่ 7-Eleven, เว็บไซต์ All Ticket และบริเวณหน้างาน



ศิริราช–MIT ต่อสัญญาถึงปี 2575 ชู “AI ที่ลงมือทำ” ต้องเชื่อถือได้ พร้อมส่ง Wello Food สู่บอสตัน

ศิริราช–MIT Hacking Medicine ต่อสัญญาความร่วมมือถึงปี 2575 
ชูโจทย์ “AI ที่ลงมือทำ” ต้องเชื่อถือได้และมีผู้รับผิดชอบ

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ MIT Hacking Medicine สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา ลงนามต่อสัญญาความร่วมมือ Siriraj x MIT Hacking Medicine ให้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2575 บนเวทีการประชุมวิชาการหลัก เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี

การลงนามครั้งนี้มี ศ. นพ.กีรติ เจริญชลวานิช คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, Mr. Zen Chu Faculty Director ของ MIT Hacking Medicine และ Mr. Lalit Mehta Co-Director ของ MIT Hacking Medicine ร่วมลงนาม โดยมี ศ. ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช รองคณบดีฝ่ายนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ นายธนศักดิ์ ฮุ่นตระกูล ผู้อำนวยการโครงการ Siriraj x MIT Hacking Medicine ประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

ปิดฉาก 5 วันแห่งนวัตกรรมการแพทย์

การลงนามครั้งนี้เป็นการปิดท้ายกิจกรรมตลอด 5 วันของ Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026 ภายใต้ธีม “Agentic Healthcare: ยกระดับ AI จากโมเดลอัจฉริยะ สู่นวัตกรรมการแพทย์ที่เชื่อถือได้” (Agentic Healthcare: From Models to Trustworthy Medicine)

เริ่มต้นด้วยการแข่งขัน Hackathon ระหว่างวันที่ 16–18 ตุลาคม ณ โรงพยาบาลศิริราช เปิดโจทย์ทางคลินิกด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง ให้แพทย์ วิศวกร นักวิจัย และผู้ประกอบการร่วมกันพัฒนานวัตกรรม มีผู้สมัครกว่า 1,100 ราย จาก 35 สัญชาติ และผู้ผ่านการคัดเลือกกว่า 200 คน

ต่อด้วยเวิร์กชอป LLM-athon เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ณ Knowledge Exchange Center (KX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำโดย Dr. Leo Anthony Celi จาก MIT Laboratory for Computational Physiology และ Harvard Medical School ว่าด้วยข้อจำกัดของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในบริบทที่ใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

จากนั้นเป็นการประชุมวิชาการหลักเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ซึ่งความร่วมมือที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2567 ได้พัฒนาสู่ความร่วมมือระยะยาวต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษ

“AI ที่ลงมือทำ” ต้องปลอดภัยและตรวจสอบได้

ศ. นพ.กีรติ เจริญชลวานิช คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า ในทางการแพทย์ ความฉลาด ความแม่นยำ และประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ต้องมีความปลอดภัย โปร่งใส สามารถตรวจสอบความรับผิดชอบได้ และได้รับความไว้วางใจจากผู้ป่วย

ประเด็นสำคัญของการประชุมจึงอยู่ที่คำถามว่า เมื่อ AI พัฒนาจากการวิเคราะห์และคาดการณ์ ไปสู่การวางแผนหรือดำเนินการในกระบวนการดูแลผู้ป่วย โรงพยาบาลและผู้เกี่ยวข้องจะมั่นใจได้อย่างไรว่า AI ทำงานอย่างปลอดภัย ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และใครต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

นักวิชาการนานาชาติร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

การประชุมได้รับเกียรติจาก ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “The Next Era of Healthcare: How AI Can Empower a Healthier Society” นำเสนอมุมมองต่อบทบาทของ AI และนวัตกรรมในการยกระดับระบบสุขภาพและสร้างสังคมสุขภาวะที่ดีขึ้น

ขณะที่ Prof. Michael V. McConnell จาก Stanford ซึ่งเป็นผู้นำงานวิจัย MyHeart Counts ที่มีผู้เข้าร่วมเกือบ 49,000 คนผ่านสมาร์ตโฟน และเคยนำซอฟต์แวร์ AI ด้านสุขภาพผ่านการรับรองจาก FDA กล่าวถึงความจำเป็นในการปรับระบบสุขภาพให้รองรับการป้องกันโรคในวงกว้าง

ด้าน Assoc. Prof. Weizhi Ma จาก Tsinghua University ผู้ร่วมสร้าง AI Agent Hospital กล่าวถึงการเรียนรู้ของแพทย์ AI จากการรักษาผู้ป่วยจำลองและการทบทวนผลลัพธ์ ทั้งกรณีที่ประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จ โดยหลังรักษาผู้ป่วยจำลองราว 10,000 ราย แพทย์ AI สามารถตอบข้อสอบ MedQA ด้านโรคระบบทางเดินหายใจได้แม่นยำ 93.06%

ส่วน Dr. Leo Anthony Celi จาก MIT และ Harvard Medical School ผู้นำการพัฒนาฐานข้อมูลเปิด MIMIC ซึ่งมีผู้ใช้เกือบ 100,000 คนทั่วโลก เน้นย้ำความสำคัญของการมีแนวทางและนโยบายด้านการแบ่งปันข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้จริง และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ก่อนการพัฒนา AI

นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญจาก MIT, UCLA และ Peking University ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยี สุขภาพ การลงทุน และการพัฒนา HealthTech

ประกาศผลการแข่งขัน ทีมไทยเดินหน้าสู่เวที MIT ที่บอสตัน

ผลการแข่งขันในสายโรคหัวใจและหลอดเลือด รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ Perfu(Vi)sion รองชนะเลิศอันดับ 1 Warfy และรองชนะเลิศอันดับ 2 Hearty

ส่วนสายโรคมะเร็ง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ Cocoon รองชนะเลิศอันดับ 1 CANCEE และรองชนะเลิศอันดับ 2 LANA 4.0

สำหรับรางวัลพิเศษจาก InterSystems อันดับ 1 ได้แก่ Heart Voice อันดับ 2 Cocoon และอันดับ 3 Airsense

ขณะที่รางวัล Golden Ticket ได้แก่ นางสาววณิชนันท์ คงเกิดลาภ นางสาวญาดา สิริเพาประดิษฐ์ และนางสาวชัชชา ศรีวรรณวิทย์ ได้รับสิทธิ์เดินทางไปร่วม MIT Grand Hack ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในปี 2570

“Wello Food” คว้าสิทธิ์ MIT BeyondHack Accelerator

สำหรับโครงการ Si x MIT BeyondHack ซึ่งเปิดโอกาสให้ทีมศิษย์เก่าที่พัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องกลับมาแข่งขัน มีทีมสมัครเข้าร่วม 20 ทีม โดยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ Wello Food โดยทีม Eatwellconcept รองชนะเลิศอันดับ 1 OITE:P และรองชนะเลิศอันดับ 2 Mind Odyssey

Wello Food ใช้แนวคิด “อาหารเป็นยา” มุ่งช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมะเร็ง ผ่านอาหารที่ออกแบบรายบุคคลโดยนักกำหนดอาหารและปรุงโดยเชฟ พร้อมจัดส่งถึงบ้าน ควบคู่กับผู้ช่วยอัจฉริยะ Dietitian AI

ทีมได้รับการสนับสนุนเต็มจำนวนสำหรับสมาชิกสูงสุด 3 คน เพื่อเข้าร่วม MIT BeyondHack Accelerator เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ก่อนเดินทางไปนำเสนอผลงานที่บอสตันในช่วงต้นปี 2570

ผู้สมัครกว่า 1,100 ราย จาก 35 สัญชาติ

ตลอดสัปดาห์ของโครงการ มีผู้สมัครเข้าร่วม Hackathon กว่า 1,100 ใบ จาก 35 สัญชาติ และมีผู้ผ่านการคัดเลือกกว่า 200 คน

ส่วนการประชุมวิชาการมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน จากกว่า 180 องค์กร โดยประมาณครึ่งหนึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทข้ามชาติ โรงพยาบาลรัฐและเอกชน รวมถึงนักลงทุน และมีวิทยากรจากสถาบันชั้นนำ ได้แก่ MIT, Stanford, UCLA, Tsinghua และ Peking University

ขยายความร่วมมือถึงปี 2575 พร้อมต่อยอดโครงการในปี 2570

Mr. Zen Chu ผู้ร่วมก่อตั้งและ Faculty Director ของ MIT Hacking Medicine ซึ่งจัด Hackathon มาแล้วกว่า 200 ครั้งใน 30 ประเทศ และก่อให้เกิดบริษัทกว่า 100 แห่ง กล่าวว่า ในปีนี้มีสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพพอจะได้รับการลงทุนถึง 8 ทีม พร้อมมองว่าการที่แพทย์ได้เรียนรู้เทคโนโลยีในมุมมองใหม่ และวิศวกรได้เข้าใจระบบสุขภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของโครงการ

ภายใต้ความร่วมมือที่ขยายถึงปี 2575 ผู้เข้าร่วม Siriraj x MIT Hacking Medicine อย่างน้อย 6 คนในทุกปี จะได้เดินทางไปร่วมโครงการของ MIT ที่บอสตัน

ตั้งแต่ปี 2570 โครงการจะต่อยอดใน 2 ด้าน ได้แก่

  • Asia’s First Look การจับคู่พันธมิตรเพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์ สำหรับงานวิจัยที่พร้อมทำข้อตกลง
  • BeyondHack ที่กว้างขึ้น เปิดให้ผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับศิริราช ทั้งคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ศิษย์เก่า และเมนเทอร์ของโครงการ เข้าร่วม เพื่อเพิ่มความพร้อมให้กับทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน


“ดร.แอน-ธนาวดี” คว้ามง Mrs. Asia International 2026 พร้อม 2 รางวัลพิเศษ เดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม

สวยสมมง “ดร.แอน-ธนาวดี” คว้ามงโลก Mrs. Asia International 2026 
พร้อม 2 รางวัลพิเศษ เดินหน้าภารกิจเพื่อเด็ก-สตรีและการท่องเที่ยว

บรรยากาศอบอุ่นและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อ “ดร.ธนาวดี อับดุลบุตร” หรือ “แอน” เจ้าของตำแหน่ง Mrs. Thailand Asia International 2026 ตัวแทนประเทศไทยจาก ERM Thailand เดินทางกลับถึงประเทศไทย หลังสร้างชื่อเสียงบนเวทีระดับนานาชาติ ด้วยการคว้าตำแหน่ง Mrs. Asia International 2026 Tourism Winner พร้อมคว้าอีก 2 รางวัลพิเศษ ได้แก่ Goodwill Ambassador และ Mrs. Personality รวมทั้งสิ้น 3 รางวัล สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย

เปิดใจหลังคว้ามง พร้อมเผยเคล็ดลับความสำเร็จ

ดร.ธนาวดี เปิดใจว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจอย่างมาก เพราะความมุ่งมั่นและความพยายามตลอดระยะเวลาการเตรียมตัวประสบความสำเร็จ พร้อมเผยว่า “ความมั่นใจ ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในตัวเอง” คือสิ่งสำคัญ เพราะเมื่อเชื่อว่าทำได้และลงมือพยายามอย่างเต็มที่ ความฝันก็มีโอกาสเป็นจริง

เตรียมเดินหน้าภารกิจเพื่อเด็ก-สตรี พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยว

สำหรับภารกิจหลังจากนี้ ดร.ธนาวดีมีแนวคิดจัดตั้ง มูลนิธิเพื่อเด็กและสตรี พร้อมทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ รวมถึงผลักดันความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

พร้อมฝากข้อคิดถึงผู้หญิงที่กำลังเดินตามความฝันว่า “วันนี้แอนทำได้ แอนเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะยังไม่แต่งงานหรือแต่งงานแล้ว ทุกคนล้วนมีศักยภาพไม่แตกต่างกัน และไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน คุณค่าในตัวเองก็ไม่เคยลดลง”

การคว้าตำแหน่งครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นความสำเร็จของตัวแทนสาวไทยบนเวทีระดับโลก แต่ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อยอดบทบาทเพื่อสังคม และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนกล้าที่จะเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง



GIT เปิด “BANGKOK JEWELRY WEEK 2026” โชว์ 35 แบรนด์ ต่อยอดอัญมณีไทยสู่ตลาด

GIT เปิดงาน “BANGKOK JEWELRY WEEK 2026 @Silom Special Edition” 
ต่อยอดผู้ประกอบการไทย สู่โอกาสทางการตลาด

กรุงเทพฯ 19 ตุลาคม 2569 – สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เปิดงาน “BANGKOK JEWELRY WEEK 2026 @Silom Special Edition” ณ Jewelry Trade Center (JTC) ถนนสีลม กรุงเทพฯ ต่อยอดผลการดำเนินงานภายใต้ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าต้นแบบอัตลักษณ์” เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำผลงานที่ผ่านกระบวนการพัฒนาออกสู่ตลาดจริง สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ พบปะผู้บริโภค และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยจุดแข็งทั้งด้านภูมิปัญญา ทักษะฝีมือเชิงช่าง ความประณีต ความคิดสร้างสรรค์ และความหลากหลายของอัตลักษณ์ GIT จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและสามารถแข่งขันในตลาดได้

ต่อยอดองค์ความรู้ สู่ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับที่มีอัตลักษณ์

ภายใต้ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าต้นแบบอัตลักษณ์” GIT มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำองค์ความรู้ด้านการออกแบบ วัสดุ เทคนิคการผลิต ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ มาต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องประดับที่มีความโดดเด่น มีคุณค่า และมีศักยภาพทางการตลาด

ผู้ประกอบการได้ผ่านกระบวนการพัฒนาองค์ความรู้ แนวคิด และผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผลงานสามารถสะท้อนเรื่องราวและอัตลักษณ์ ควบคู่ไปกับการตอบโจทย์ผู้บริโภคและการต่อยอดในเชิงพาณิชย์

เพื่อให้การพัฒนาผู้ประกอบการไม่ได้สิ้นสุดเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ GIT จึงต่อยอดผลการดำเนินงานของโครงการสู่การจัดงาน “BANGKOK JEWELRY WEEK 2026 @Silom Special Edition” เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการและผลงานที่ผ่านการพัฒนาเข้าสู่ตลาดจริง เปิดโอกาสให้พบปะผู้บริโภค ทดลองตลาด สร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

15 บูธ 35 แบรนด์ พร้อมแฟชั่นโชว์เครื่องประดับต้นแบบ

ภายในงานพบกับ ผู้ประกอบการภายใต้โครงการฯ ร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจำนวน 15 บูธ ณ Event Hall ชั้น B1 เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการนำเสนอผลิตภัณฑ์และแบรนด์สู่ผู้บริโภคโดยตรง

พร้อมด้วย นิทรรศการแสดงผลงานเครื่องประดับจากผู้ประกอบการภายใต้โครงการ จำนวน 35 แบรนด์ ณ Jewel Hall ชั้น 2 ถ่ายทอดเรื่องราว แนวคิด และอัตลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ ผ่านผลงานที่ได้รับการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับที่มีคุณค่าและศักยภาพทางการตลาด

อีกหนึ่งไฮไลต์ของพิธีเปิด คือแฟชั่นโชว์ “GIT RE WORTH: THE MASTERPIECE COLLECTION” นำเสนอเครื่องประดับต้นแบบจำนวน 35 ผลงาน จากผู้ประกอบการภายใต้โครงการฯ สะท้อนผลลัพธ์ของการนำองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์มาต่อยอดสู่ผลงานเครื่องประดับ

เชื่อมผู้ประกอบการ ผลงาน และตลาด สร้างโอกาสใหม่ให้อุตสาหกรรม

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดโลก จำเป็นต้องรักษาจุดแข็งของไทยควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาด

การสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยง ผู้ประกอบการ ผลงาน และตลาด เข้าด้วยกัน ถือเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผลงานที่มีศักยภาพได้รับการนำเสนอ เป็นที่รู้จัก และเข้าถึงผู้บริโภค

การจัดงาน ณ Jewelry Trade Center ถนนสีลม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมาอย่างยาวนาน ยังสะท้อนถึงการเชื่อมโยงรากฐานที่เข้มแข็งของอุตสาหกรรมเข้ากับการสร้างโอกาสทางการค้าและการพัฒนาในอนาคต

โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายในอุตสาหกรรม จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

4 วันเต็มกับกิจกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับ

ตลอดระยะเวลา 4 วัน ของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการภายใต้โครงการฯ การเสวนาและแบ่งปันมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ด้านอัญมณีและเครื่องประดับอย่างใกล้ชิด

งาน “BANGKOK JEWELRY WEEK 2026 @Silom Special Edition” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–22 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00–19.00 น. ณ Event Hall ชั้น B1 และ Jewel Hall ชั้น 2, Jewelry Trade Center (JTC) ถนนสีลม กรุงเทพฯ

ผู้สนใจสามารถร่วมค้นพบเรื่องราว คุณค่า และแรงบันดาลใจผ่านโลกของอัญมณีและเครื่องประดับ พร้อมชมและสนับสนุนผลงานจากผู้ประกอบการไทยที่ผ่านกระบวนการพัฒนาภายใต้โครงการฯ

ติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ Facebook Page: The Gem and Jewelry Institute of Thailand หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 09 0199 8544 (คุณศิริเพ็ญ)



เอส เอ็ม เอส จัดงาน “มันดี มีคุณภาพ” ชัยภูมิ เดินหน้าขยายพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง

กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส จัดงาน “มันดี มีคุณภาพ” จ.ชัยภูมิ 
เดินหน้าขยายพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง

บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส จัดงาน “มันดี มีคุณภาพ ภายใต้โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง” พร้อมแจกจ่ายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่างแก่เกษตรกร และเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรค เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ และร่วมสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย

ภายในงานมีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 150 ราย โดยมี ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวกังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมิ และ นายฉัตรชัย จตุนวรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการจัดการวัตถุดิบ บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมงาน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ศาลาเกษตรสัมพันธ์ บริษัท สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช จำกัด จังหวัดชัยภูมิ

แลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาการปลูกมันสำปะหลังอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการพบปะและพูดคุยกับเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์พื้นที่ส่งเสริมต้นพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง โดยนางสาวกังสดาล ชาตกุล เกษตรจังหวัดชัยภูมิ พร้อมจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเกษตรกรในหัวข้อ “การจัดการดินให้ดีอย่างไร เพื่อปลูกให้หัวดี แป้งสูง”

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมเกษตรกรในหัวข้อ “การฟื้นฟูดินในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง” (Regenerative) รวมถึงกิจกรรมประกวดมันสำปะหลัง และมอบรางวัลให้แก่เกษตรกรผู้ชนะการประกวด

เดินหน้าขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง ครอบคลุม 15 อำเภอ

ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เปิดเผยว่า การจัดงาน “มันดี มีคุณภาพ โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง” มีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้แก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตและเชื้อแป้งที่ลดลง ซึ่งนำไปสู่รายได้ของเกษตรกรที่ลดลง

จากปัญหาดังกล่าว บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์และร่วมแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการจัดทำแปลงขยายท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลังร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ กระจายครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอในจังหวัดชัยภูมิ เพื่อทดสอบผลผลิตและเพิ่มจำนวนท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง

พร้อมทั้งสร้าง Model การส่งเสริมและขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง เชื่อมโยงกลุ่มเครือข่าย และส่งต่อต้นพันธุ์ดีไปสู่ชุมชนในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรค และช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างยั่งยืน

ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ควบคู่การฟื้นฟูดินและเพิ่มผลผลิต

ในแต่ละปี บริษัทฯ ยังจัดทำโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มผลผลิตและการช่วยเหลือต้นทุนการเพาะปลูก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกร

โดยมุ่งส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืน ผ่านการฟื้นฟูดิน เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการปลูก และประชาสัมพันธ์การปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิและพื้นที่ใกล้เคียง ให้มีความมั่นคงด้านรายได้และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เอส เอ็ม เอส ผู้นำแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูง

กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส หนึ่งในกลุ่มพูลผล เป็นผู้นำด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูงของประเทศไทยและของโลก มุ่งตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเป็นผู้ริเริ่มนำแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ มาผ่านกระบวนการดัดแปรด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่มันสำปะหลัง และพัฒนาเป็นวัตถุดิบที่ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้านของแต่ละอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน แป้งมันสำปะหลังดัดแปรของ เอส เอ็ม เอส ถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร ยา กระดาษ สิ่งทอ และกาว ไปจนถึงอาคารและสิ่งก่อสร้าง พลาสติกชีวภาพ รวมถึงเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย

กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส มีโรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรรวม 3 แห่ง ในจังหวัดปทุมธานี ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 400,000 ตันต่อปี ส่งผลให้ เอส เอ็ม เอส เป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรของคนไทยรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชนที่โรงงานตั้งอยู่

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เอส เอ็ม เอส จึงมีส่วนช่วยยกระดับมันสำปะหลังจากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น และสร้างโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้นให้แก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย



Lodon JetX ฉลองครบ 50 สาขากับบางจากฯ เดินหน้าสู่ 300 สาขา ชู AI ล้างรถเร็วเริ่ม 3 นาที 69 บาท

Lodon JetX ฉลองครบ 50 สาขาร่วมกับบางจากฯ เดินหน้าสู่ 300 สาขาภายในปี 2571 
ชู “Automated Intelligence Car Wash” ล้างเร็วเริ่ม 3 นาที 69 บาท

บริษัท ดีสแร็พเตอร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์ Lodon JetX (โลด้อน เจ็ตเอ็กซ์) ร้านล้างรถด่วนอัจฉริยะไร้คน (Unmanned Car Wash) รายแรกในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการขยายบริการร่วมกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ครบ 50 สาขา ภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก ส่งผลให้มีสาขารวมทั้งหมด 77 สาขาทั่วประเทศ พร้อมประกาศยุทธศาสตร์เดินหน้าขยายเครือข่ายสู่ 300 สาขาภายในปี 2571 รองรับผู้ใช้รถทั่วประเทศ ด้วยบริการล้างรถอัตโนมัติที่รวดเร็ว สะดวก และคุ้มค่าในมาตรฐานเดียวกัน

นายอภิรัตน์ ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lodon JetX กล่าวว่า Lodon JetX เกิดขึ้นจากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมล้างรถอัตโนมัติกว่า 8 ปี โดยมุ่งปฏิวัติรูปแบบการล้างรถในประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้บริการมีความสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ร้านล้างรถด่วนอัจฉริยะ 24 ชั่วโมงที่ขับไปไหนก็เจอ ทางเลือกของคนไม่มีเวลา”

จุดเด่นสำคัญของ Lodon JetX คือแนวคิด “Automated Intelligence Car Wash” ที่ผสานเทคโนโลยี AI และ IoT Smart Car Wash System เข้ากับกระบวนการให้บริการแบบไร้พนักงาน ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการล้างรถ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานและบริหารจัดการร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าจึงสามารถเลือกใช้บริการได้ตามความต้องการและช่วงเวลาที่สะดวก

การบรรลุเป้าหมาย 50 สาขาร่วมกับบางจากฯ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตทางธุรกิจ และสะท้อนถึงการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของโมเดลธุรกิจล้างรถอัจฉริยะไร้คน ซึ่ง Lodon JetX เป็นผู้บุกเบิก อีกทั้งยังช่วยยกระดับสถานีบริการน้ำมันสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจร ตอบโจทย์ผู้ใช้รถยุคใหม่ที่ต้องการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

ชูจุดแข็งล้างรถอัจฉริยะ ผสาน AI และ IoT

Lodon JetX วางตำแหน่งแบรนด์เป็นผู้ให้บริการที่เน้นความเร็วและความคุ้มค่า โดยมีทางเลือกให้เหมาะกับเวลาและความต้องการของผู้ใช้รถ ได้แก่

  • Express ล้าง 3 นาที ราคา 69 บาท
  • Signature ล้าง 5 นาที ราคา 89 บาท
  • Ultimate ล้าง 7 นาที ราคา 119 บาท

นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจล้างรถ 30 วัน สำหรับผู้ที่ต้องการใช้บริการเป็นประจำ และเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยลูกค้าสามารถสั่งการและใช้บริการด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน JetX Car Wash

เบื้องหลังประสิทธิภาพการให้บริการคือระบบ IoT Smart Car Wash ที่ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ากับเครื่องจักร ตั้งแต่การสแกนโครงสร้างรถแบบ 3 มิติแบบเรียลไทม์ เพื่อกำหนดทิศทางแปรงอย่างแม่นยำและป้องกันรอยขีดข่วน การปรับแรงดันน้ำ ปริมาณน้ำยา และแรงลมตามขนาดรถจริง เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรตามแนวคิด Zero Waste ตลอดจนระบบเฝ้าระวังสถานะเครื่องจักรและระบบตอบรับลูกค้าด้วย AI ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านมาตรฐานอุปกรณ์ เครื่องล้างรถระบบ Rollover ในทุกสาขาผ่านการรับรองมาตรฐาน CE และขึ้นทะเบียน UL Listed พร้อมติดตั้งมอเตอร์ All-Weather มาตรฐาน IP67 ที่ป้องกันน้ำและฝุ่น มีเรดาร์อัลตราโซนิกตรวจจับวัตถุและบุคคล ระบบป้องกันการชน โครงสร้างเหล็กเคลือบสังกะสีหนาเกิน 55 ไมครอนที่ผ่านการทดสอบสเปรย์เกลือ และเครื่องเป่าแห้งดิจิทัลรุ่นที่ 5 ที่ทำงานเงียบและประหยัดพลังงาน

ผนึกกำลังบางจากฯ เติมเต็มบริการดูแลรถในสถานีบริการ

นายยศธร อรัญนารถ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและพันธมิตรค้าปลีก บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางจากฯ ขอแสดงความยินดีกับ Lodon ที่ขยายสาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจากครบ 50 สาขา รองรับไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถในปัจจุบันที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ควบคู่กับคุณภาพและความคุ้มค่า

ธุรกิจล้างรถอัตโนมัติ Lodon JetX สอดคล้องกับแนวคิด Greenovative Destination ของสถานีบริการน้ำมันบางจาก ที่มุ่งเป็นจุดหมายปลายทางของคนทุกช่วงวัย โดย Lodon JetX จะเป็นอีกหนึ่งบริการที่ช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว

ในโอกาสฉลองการเปิดบริการครบ 50 สาขาในสถานีบริการน้ำมันบางจาก บางจากฯ ยังมอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ โดยใช้เพียง 50 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับสิทธิ์ล้างรถฟรีเมนู Signature ที่ Lodon ทุกสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก

จัดโปรโมชันฉลอง 50 สาขากับบางจากฯ

เพื่อฉลองความสำเร็จ 50 สาขาร่วมกับบางจากฯ Lodon JetX มอบโปรโมชันพิเศษตั้งแต่ 16 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2569 ได้แก่

1. ลูกค้าทั่วไป
รับส่วนลดอัตโนมัติ 50 บาททุกเมนู ที่ Lodon ทุกสาขา เฉพาะสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก

2. สมาชิกบางจากกรีนไมลส์
ใช้ 50 คะแนน ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก รับสิทธิ์ล้างรถฟรีเมนู Signature ที่ Lodon ทุกสาขาภายในสถานีบริการน้ำมันบางจาก

ปัจจุบัน Lodon JetX เปิดให้บริการแล้วที่สถานีบริการน้ำมันบางจากและสาขาอื่น ๆ รวม 77 แห่งทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรองรับการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน JetX Car Wash ทั้งระบบ iOS และ Android



ธุรกิจ

ธุรกิจ

บันเทิง

บันเทิง

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ

ไลฟ์สไตล์

ไลฟ์สไตล์

Culture

Culture

Fashion

Fashion
© all rights reserved
made with by templateszoo